วิธีการสวดมนต์
วิธีในการสวดมนต์พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้สอนไว้ว่า
"เอาตำรามาดูกันก็ไม่ได้ผล แต่ดูตำราเพื่อให้ถูกวรรคตอน และให้คล่องปาก แล้วจะได้คล่องใจ เป็นสมาธิ"
การวางจิต
เมื่อสวดมนต์ได้ถูกวรรคตอน คล่องปาก คล่องใจ เป็นสมาธิดีแล้ว ก็วางจิตให้ถูกต้องครับ
สวดมนต์เป็นนิจ อธิษฐานจิตเป็นประจำ (ลิ้นปี่)
อโหสิกรรมเสียก่อนและเราก็แผ่เมตตา... (ลิ้นปี่)
มีเมตตาดีแล้ว ได้กุศลแล้วเราก็อุทิศเลย (อุณาโลม)
"แผ่ส่วนกุศลทำอย่างไร อุทิศตรงไหน ทำตรงไหน และวางจิตไว้ตรงไหน ถึงจะได้ อย่าลืมนะ ที่ลิ้นปี่ หายใจยาว ๆ สำรวมเวลาสวดมนต์นั้นน่ะ ได้บุญแล้ว ไม่ต้องเอาสตางค์ไปถวายองค์โน้น องค์นี้หรอก แล้วสำรวมจิต ส่งกระแสจิตที่หน้าผาก อุทิศส่วนกุศล......"
สวดมนต์เป็นนิจ (ลิ้นปี่)
"ลิ้นปี่ จะอยู่ครึ่งทางระหว่างจมูกถึงสะดือ"
"................อธิษฐานจิต หมายความว่า ตั้งสติสัมปชัญญะ ไว้ที่ลิ้นปี่ สำรวมกาย วาจา จิตให้ตั้งมั่นแล้ว จึงขอแผ่เมตตาไว้ในใจ สักครู่หนึ่ง แล้วก็อุทิศให้มารดา บิดาของเรา ว่าเราได้บำเพ็ญกุศล ท่านจะได้บุญ ได้กุศลแน่ ๆ เดี๋ยวนี้ด้วย ผมเรียนถวายนะ มิฉะนั้นผมจะอุทิศไปยุโรปได้อย่างไร.........."
อธิษฐานจิตเป็นประจำ (ลิ้นปี่)
แผ่เมตตากับอุทิศ มันต่างกัน ทำใจให้เป็นเมตตาบริสุทธิ์ก่อน ไม่อิจฉา ริษยา ไม่ผูกพยาบาทใครไว้ในใจ ทำใจให้แจ่มใส ทำให้ใจสบาย คือ เมตตาแล้วเราจะอุทิศให้ใครก็บอกกันไป มันจะมีพลังสูง สามารถจะอุทิศให้ คุณพ่อคุณแม่ ของเรากำลังป่วยไข้ให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บได้ เช่น วีโก้ บรูน ชาวนอรเวย์ ที่เคยมาบวชที่วัดนี้ เป็นต้น..."
อโหสิกรรมก่อนแล้วค่อยแผ่เมตตา
"หายใจยาว ๆ ตั้งกัลยาณจิตไว้ที่ลิ้นปี่ ไม่ใช่พูดส่งเดช "จำนะ ที่ลิ้นปี่ เป็นการแผ่เมตตาจะอุทิศก็ยกจากลิ้นปี่ สู่หน้าผาก เรียกว่า อุณาโล มา ปจชายเต...."แผ่เมตตา (ลิ้นปี่) อุทิศส่วนกุศล (อุณาโลม)
Custom Search
วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2551
วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2551
Our wedding's day
แล้วก็มาถึงงานเลี้ยงตอนเย็นครับ สถานที่จัดงานของเราคือ อาคารมหาเจษฎาบดินทร์ กองพลทหารราบ๑๑ จังหวัดฉะเชิงเทราครับ
บรรยากาศที่โต๊ะลงทะเบียน ได้เพื่อนๆหลินมาช่วยต้อนรับแขก
ร่วมถ่ายรูปกับเพื่อนๆเจ้าบ่าว
พิธีกรของเรา ๒ คน (ต่าย กับตา)เชิญชมwedding presentation ครับ พรีเซ็นท์นี้ ต้นกับหลินช่วยกันทำเสร็จก่อนว้นงานแบบสดๆร้อนๆเลยครับ หลังจบพรีเซ็นท์ พิธีกรก็เชิญเราขึ้นเวทีตามลำดับพิธีครับ
ตากับต่ายเริ่มสัมภาษณ์บ่าวสาวพอให้แขกได้รู้จักบ่าวสาวมากขึ้นครับ แล้วก็ถึงเวลาที่บ่าวสาวจะต้องกล่าวขอบคุณแขกแล้ว
ต้น กล่าวประมาณว่า"รู้สึกเป็นเกียรติ และรู้สึกขอบคุณญาติผู้ใหญ่ที่ได้มาเป็นเกียรติให้เราในวันนี้ ขอบคุณญาติๆทุกคนที่ช่วยกันให้งานวันนี้ได้สำเร็จ ขอบคุณเพื่อนๆที่ไม่เคยลืมกันและยังสามัดคคีเหนียวแน่นกันอยู่เสมอ และขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ทีได้ดูแลต้นับลินมาอย่างดีด้วยความรัก จนเราได้มีวันนี้..."
หลิน กล่าวประมาณว่า"ขอบคุณแขกทุกท่านที่มาร่วมเป็นพยานรักของเราในวันนี้ค่ะ"
แล้วก็ถึงไฮไลท์ของงานครับ พิธีการลอดซุ้มกระบี่
พิธีการลอดซุ้มกระบี่ถือว่าเป็นพิธีอันทรงเกียรติครับ ไม่ใช่ทำเพราะโก้เก๋ เพราะกระบี่นี้เป็นกระบี่ที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ การลอดซุ้มกระบี่นี้เป็นพิธีการต้อนรับเจ้าสาวเข้าสู่สังคมของทหาร และเป็นการย้ำให้คู่สมรสตระหนักด้วยว่า นับแต่นี้ไปคู่สมรสจะต้องมีหน้าที่ให้การสนับสนุน ส่งเสริม การทำงานของอีกฝ่ายที่มีหน้าทีในการรักษาอธิปไตยและความสงบของชาติต่อไปครับ
หลังลอดซุ้มกระบี่แล้ว ก็จะเป็นการตัดเค้กครับ เขาบอกประวัติของการตัดเค้กไว้ว่างี้
เริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยก่อนคริสต์กาล เมื่อญาติพี่น้องของทั้งเจ้าบ่าว และเจ้าสาวมารับประทาน อาหารร่วมกัน จะมีการโปรยแป้งสาลี เพื่อแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของชีวิตครอบครัวใหม่ ในสมัยเก่าก่อนนั้นเจ้าสาวจะเป็นผู้ตัดเค้ก เพราะเค้กเปรียบประดุจเจ้าสาวที่งดงาม การตัดเค้กเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการตัดสินใจสละโสด ก้าวเข้าสู่ชีวิตครอบครัว นอกจากนั้นในงาน เจ้าสาวจะตัดเค้กแจกให้เพื่อนๆทุกคน ส่วนสาวๆ ที่ได้รับส่วนแบ่งขนมเค้ก จะนำขนมเค้กไปวางไว้ใต้หมอน ว่ากันว่าจะทำให้นอนหลับฝันเป็นหน้าเจ้าบ่าวในอนาคต ต่อมาได้เปลี่ยน มาเป็นคู่บ่าวสาวร่วมกันตัดเค้ก เค้กแต่งงานเป็นตัวแทนแห่งความหวานของชีวิตคู่
เพื่อนๆ บฉ.ห้อง ๑๑
ขอบคุณทุกคนที่ทำให้งานของเราสำเร็จด้วยดีครับ
Our Wedding's day.
วันชื่นคืนสุข ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑

แล้ววันแต่งงานของเราก็มาถึง ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเราเตรียมงานกันทุกวัน ยอมรับว่าเตรียมงานแต่งนี่มันเหนื่อยและก็วุ่นพอสมควร แต่เมื่อวันนี้มาถึงความเหนื่อยต่างๆที่ผ่านมามันหายเป็นปลิดทิ้งเลย มันมีแต่แต่รอยยิ้มของความสุขเข้ามาแทนที่ จำได้ว่าในงานทั้งวันยิ้มไม่หุบเลยทั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาว เราต่างก็มีความสุขครับ

งานตอนเช้าจัดพิธีกันที่บ้านกู๋รงค์(บ้านน้าชายของหลิน)ครับ

เริ่มตั้งแต่ไหว้พระภูมิและเจ้าที่(ไหว้แบบคนจีน)ก็จะมีการรินน้ำชาและเหล้าถวายเป็นจำนวน ๓ ครั้ง แล้วก็ลา งานนี้มีอาโตคอยประกบตลอดเลย เพราะเจ้าบ่าวเจ้าสาวก็ยังงงๆกับขั้นตอนอยู่
คุณแม่โรยถั่วโรยงาอวยพรบ่าวสาวครับ

แล้ววันแต่งงานของเราก็มาถึง ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเราเตรียมงานกันทุกวัน ยอมรับว่าเตรียมงานแต่งนี่มันเหนื่อยและก็วุ่นพอสมควร แต่เมื่อวันนี้มาถึงความเหนื่อยต่างๆที่ผ่านมามันหายเป็นปลิดทิ้งเลย มันมีแต่แต่รอยยิ้มของความสุขเข้ามาแทนที่ จำได้ว่าในงานทั้งวันยิ้มไม่หุบเลยทั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาว เราต่างก็มีความสุขครับ

งานตอนเช้าจัดพิธีกันที่บ้านกู๋รงค์(บ้านน้าชายของหลิน)ครับ

เริ่มตั้งแต่ไหว้พระภูมิและเจ้าที่(ไหว้แบบคนจีน)ก็จะมีการรินน้ำชาและเหล้าถวายเป็นจำนวน ๓ ครั้ง แล้วก็ลา งานนี้มีอาโตคอยประกบตลอดเลย เพราะเจ้าบ่าวเจ้าสาวก็ยังงงๆกับขั้นตอนอยู่

หลังจากนั้นก็เป็นพิธีสงฆ์ครับ งานนี้พระมาเช้ามากเลย(ประมาณ ๖ โมง) กลายเป็นว่าพระต้องมานั่งรอคู่บ่าวสาว น่าอายจริงๆ 
ก่อนจบพิธีสงฆ์ก็จะมีการถวายสังฆทาน ตักข้าวใส่บาตรร่วมกันระหว่างคู่บ่าวสาว ถวายข้าวพระแล้วก็จบด้วยการกรวดน้ำ รับพรพระ เสร็จพิธีสงฆ์คู่บ่าวสาว ก็ต้องแยกกันซะแล้ว ให้คู่บ่าวสาวได้เตรียมตัวสำหรับพิธีต่อไปครับ
เตรียมของขันหมากครับ 
ก่อนจบพิธีสงฆ์ก็จะมีการถวายสังฆทาน ตักข้าวใส่บาตรร่วมกันระหว่างคู่บ่าวสาว ถวายข้าวพระแล้วก็จบด้วยการกรวดน้ำ รับพรพระ เสร็จพิธีสงฆ์คู่บ่าวสาว ก็ต้องแยกกันซะแล้ว ให้คู่บ่าวสาวได้เตรียมตัวสำหรับพิธีต่อไปครับ
ญาติๆมากันเยอะมากเดินทางมาจากขอนแก่นบ้าง กทม.บ้าง ปทุมธานีบ้าง นับรถที่มาร่วมขบวนแห่ขันหมากดูแล้วได้ราวๆ ๒๐คัน
ขบวนขันหมากตั้งกันแค่ที่หน้าบ้านเองครับ
ขบวนขันหมากตั้งกันแค่ที่หน้าบ้านเองครับ
คุณแม่โรยถั่วโรยงาอวยพรบ่าวสาวครับคุณพ่อหลั่งน้ำพระพุทธมนต์อวยพรบ่าวสาว
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




























