Custom Search

วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2551

ครบรอบร้อยวัน "หมวดตี้"

ดูข่าวเมื่อวาน เขาว่าครบรอบวันตาย ๑๐๐วันของวีรบุรุษท่านนึงของแผ่นดินไทยแล้ว คนที่เรารู้จักกันในนามว่า “หมวดตี้” ไม่นึกเลยว่านับจากวันที่เพื่อนผมตายไปจะผ่านไปเร็วขนาดนี้ “หมวดตี้”เป็นอดีตเพื่อนร่วมตอนกับผมตอนเราเป็นนักเรียนเตรียมทหารด้วยกัน เรามักเรียกเขาว่า”คิตตี้”เสมอ ซึ่งมีที่มาจากชื่อ”กฤตติกุล” เขาเป็นคนนึงที่เพื่อนๆทั้งตอนรักเขา อาจเพราะเขามีเสน่ห์ที่รอยยิ้มและอารมณ์ขันมั้ง และเขาก็มีอุดมการณ์อย่างแรงกล้าด้วย ผมยอมรับว่าอุดมการณ์ของผมคงไม่สู้เพื่อนคนนี้ แต่เราก็ทำในหน้าที่เดียวกัน เพื่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน เมื่อวานแม่ผมโทรมาบอกว่า เห็นข่าว”หมวดตี้” แล้วก็นึกเป็นห่วง โทรมาหาผมด้วยความห่วงใย นี่ล่ะหนาหัวอกคนเป็นแม่ การเป็นทหารเป็นความภาคภูมิใจ ที่เราได้สละตัวมาทำงานเพื่อชาติ แต่การต้องทำงานไกลบ้าน มันก็เป็นธรรมดาที่คนข้างหลังจะคอยเป็นห่วง สำหรับทุกคนที่ได้มีโอกาสอยู่กับพ่อ แม่ ได้อยู่กับคนที่รัก พวกคุณมีโอกาสจะได้ทำอะไรดีๆต่อเขามากกว่าผมมากมายนัก ผมขอให้คุณได้ใช้โอกาสนั้นในการตอบแทนคุณท่าน ดูแลท่าน ดูแลคนที่คุณรัก อย่ารอจนสายเกินไป
“Live as if you were to die tomorrow ,Learn as if you were to live forever”
“จงใช้ชีวิตให้เหมือนกับว่าชีวิตจะจบสิ้นในวันพรุ่งนี้ แต่จงเรียนรู้เหมือนกับว่าเราจะอยู่จนชั่วนิรันดร์”
มหาตมะ คานธี

วันสิ้นเดือน วันที่ใครหลายๆคนยิ้มออก

สวัสดีครับ วันนี้ก็สิ้นเดือนอีกแล้ว คงเป็นวันที่ใครหลายๆคนยิ้มออก เพราะเงินเดือนเข้า ส่วนตัวผมจะเข้าไม่เข้าก็ยังไม่เดือดร้อนหรอก เพราะทำงานอยู่ที่นี่ไม่ค่อยได้มีโอกาสใช้เงินสักเท่าไร นั่นล่ะครับ ข้อดีอย่างนึงของคนที่ออกสนาม เพราะกลับบ้านทีก็มีเงินเหลือเก็บ ถ้าไม่ได้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่นานก็มีเงินก้อนแล้วล่ะครับ
น่าแปลกอย่างนึงที่ว่า คนยิ่งมีเงินมาก มักยิ่งมีโอกาสเป็นหนี้สูง เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมา กลับบ้านทีนึงต้องเห็นทหารบางคนมีโทรศัพท์ใหม่กลับมา หรือไม่ก็มีอะไรแปลกกลับมาให้เห็นเสมอ แต่นั่นก็คงเป็นเรื่องธรรมดา ผมถือว่าเขาให้รางวัลกับตัวเองที่ได้ทำงานหนักมาทุกวัน แต่ที่เห็นยิ่งกว่านั้นคือ บางคนจบยุทธการไปมีเงินเก็บหลายหมื่น บางคนอาจมีเกือบแสน ก็เลยเอาไปดาวน์รถบ้าง แล้วก็ต้องมาดิ้นรนกันต่อไปเพื่อหาเงินมาผ่อนงวดรถ ดูแล้วไม่ค่อยเห็นเขามีความสุขกันเท่าไรเลย
มันทำให้ผมนึกถึงคำว่า”พอเพียง” คำๆนี้มีมานานแล้ว แต่เรากลับหาคนที่เข้าใจมันจริงๆได้น้อยเหลือเกิน ถ้าหากคนไทยนึกถึงพระบรมราโชวาทของในหลวง แล้วน้อมนำไปปฏิบัติอย่างผู้ที่มีความเข้าใจ ผมว่าบ้านเมืองเราจะมั่นคงและมั่งคั่งกว่านี้ และข้าราชการ ชาวบ้าน ตาสีตาสาที่มีรายได้น้อยๆก็คงจะมีรอยยิ้มและมีชีวิตที่สมบูรณ์พูนสุขขึ้นอีกมากมาย

วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2551

พี่สอนมา

สวัสดีครับ ผมไม่ได้มาอัพบล็อกซะหลายวันเลย วันนี้มีโอกาสขอซะหน่อย วันนี้มีโอกาสดีครับที่ได้เดินสายทำบุญถวายสังฆทานตามวัดรอบๆพื้นที่ร่วมกับ พี่หม่อง และเพื่อนๆร่วมงานที่มารับใช้ชาติอยู่ ณ ที่นี้ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจต่อการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเรา เป้าหมายคือให้ได้ครบทั้ง ๙ วัด และ ๓ สำนักสงฆ์ครับ วันนี้ได้มีโอกาสฟังคำสอนดีๆจากพี่หม่องระหว่างนั่งรถ พี่เขาสอนว่า
"สิ่งที่พวกเราทำนั้นมันมีทั้งที่ลูกน้องเราเห็น และไม่เห็น สิ่งที่เขาเห็นไม่ว่าเขาจะว่าอย่างไร เมื่อมันเป็นภารกิจที่ได้รับ มันก็จำเป็นต้องทำ แต่เมื่อเราใช้งานเขาแล้ว สิ่งสำคัญที่เขามักมองกันไม่เห็นแต่เราจะต้องไม่ละเลย ก็คือการดูแลเขา เขาเป็นผู้ที่ทุ่มเทแรงกาย แรงใจช่วยภารกิจของหน่วยเราให้สำเร็จแล้ว ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องดูแลเขาให้ได้ตามกำลังของเรา เพื่อให้ภารกิจของหน่วยเราสำเร็จได้ผลสูงสุด"

วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2551

ปิดการฝึกรพท.รุ่นที่ 1 แล้วด้วยดีครับ

การฝึกราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์หมู่บ้านและทรัพยากร รุ่นที่ ๑ อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา ก็จบลงแล้วด้วยความซาบซึ้งใจครับ ขอชมว่ารพท.ชุดนี้ีมีวามอดทนสูงมากๆครับและก็มีความตั้งใจเข้ามารับการฝึกจริงๆ ก่อนปิดการฝึก รพท.ทุกคนได้ปฏิญาณตนแล้วว่าจะนำสิ่งที่ได้รับจากการฝึกไปสร้างความดีเพื่อสังคม ประเทศชาติ และในหลวงของเรา แล้ววพวกเราล่ะ อยากทำอะไรเพื่อทดแทนแผ่นดินของเราบ้าง

ฝึก รพท.รุ่น๑ ใกล้จบแล้ว

สวัสดีครับ แทบไม่มีเวลามาอัพเดตบล็อกเลยตั้งแต่กลับจากประจวบ ตอนนี้ยุ่งมากกับการฝึกราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์หมู่บ้านและทรัพยากร รุ่ที่ ๑ คืนนี้มีกิจกรรมเล่นรอบกองไฟเพื่อเสริมสร้างความสามัคคี มีเรื่องวุ่นวายหลายเรื่องเลยครับ แต่สุดท้ายก็ผานไปด้วยดี ที่น่าตื่นตามาก คือคืนนี้มีพระจันทร์ทรงกลดด้วยครับ ถือว่าเป็นนิมิตรหมายอันดี เกิดมาผมก็เพิ่งเคยเห็นที่นี่ล่ะ ชาวบ้านที่นี่น่ารักครับ มีความตั้งใจในการฝึก และก็ให้ความร่วมมืออย่างดี อยากเห็นคนไทยทั้งประเทศมีความสามัคคีกันได้อย่างนี้จัง

วันเสาร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2551

นานาสาระ จากFW mail

วันเวลาที่ผ่านมา ชั่วระยะเวลาหนึ่งของชีวิต ผู้คนมากมายผ่านเข้ามา บางคนผ่านมาเพียงเพื่อจะผ่านไป .................. แต่บางคนกลับไม่เป็นเช่นนั้น... จากคนแปลกหน้า กลายเป็นคนรู้จัก คนคุ้นเคย ล่วงเลย ไปถึงกลายเป็นคนรักกัน เวลาเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน สถานภาพทางความรู้สึกของเราก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย .................. บางคนยังคงความเป็นคนแปลกหน้า ยังรักษาระยะห่างของการเป็นคนรู้จัก คนคุ้นเคย หรือ คนรักกันไว้ได้อย่างคงที่... .................. บางคน เปลี่ยนแปลงจากคนแปลกหน้า กลายเป็นคนคุ้นเคย... ................... จากคนเคยคุ้น กลายมาเป็น คนรักกัน .. ทำลายระยะห่างของความรู้สึกให้สั้นลงอย่างรู้สึกได้ ... และเมื่อนั้น เรื่องราวดี ๆ สวยงามทางความรู้สึกจึงเกิดขึ้น .. .................... แต่ในทางกลับกัน.. ระยะห่างของบางคน อาจห่างไกลออกไปจนสุดหูสุดตา จากคนเคยรัก คนเคยคุ้น กลายเป็นแค่คนเคยรู้จัก .. กลายเป็นคนแปลกหน้าทางความรู้สึกไป .. ...................... แน่นอนว่า ระยะห่างของคนรู้จัก กับ คนรัก ย่อมไม่เท่ากันเป็นแน่ .. แต่นั่นแหละ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ.. ฉันเชื่อในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของเวลา พอ ๆ กับเชื่อในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของความรู้สึก.. .................... ไม่มีมาตราวัดใด ๆ ที่จะใช้วัดระยะห่างของความรู้สึกได้ และระยะห่างในแต่ละสถานภาพทางความรู้สึกในแต่ละคนก็คงจะไม่เท่ากัน.. เราระบุชัดไม่ได้ว่า 1 เท่ากับ 1 ในความรู้สึกของอีกคน 1 ในความรู้สึกของคนหนึ่ง อาจจะเป็น 100 ในความรู้สึกของอีกคนก็เป็นได้ .. และในเมื่อการคบหากันเป็นปฏิสัมพันธ์ของคนสองคน เราจึงมองเห็นความไม่ลงตัว เห็นระยะห่างที่ไม่เท่ากันของคนสองคนได้เสมอ.. .................... กับคนบางคน เราอยากเป็นมากกว่าคนรู้จัก เราก็จะพยายามที่จะทำให้ระยะห่างของเรามันสั้นลง กับคนบางคน เราอยากเป็นน้อยกว่าที่เป็นอยู่ เราก็จะพยายามที่จะทำให้ระยะห่างของเรายาวไกลออกไป.. แต่กลับบางคนเรากลับอยากจะรักษา ระยะห่าง ตรงกลาง ไว้ให้คงที่ ไม่ให้ห่างหาย จางหนี หรือ เข้ามาใกล้จนเรารู้สึกอึดอัด.. ..................... เคยรู้สึกใช่ไหมว่า .. ขณะที่เราเดินเข้าหา บางคนกลับกำลังเดินหนี กับบางคนเรากำลังเดินหนี บางคนกลับเดินตาม... กับบางคนเราก็ต้อ! งการระยะห่างประมาณหนึ่ง ไม่ต้องใกล้มาก แต่ไม่ต้องการห่างหายไปไหน.. ..................... ขณะที่บางคนวิ่งตาม ล้มลุกคลุกคลานและเจ็บปวดกับระยะห่างของอีกคนที่ทิ้งไว้ตรงหน้า และขณะเดียวกันกับที่อีกคนก็วิ่งหนี โดยไม่คิดจะหันกลับมามองความเจ็บปวดของอีกคน อะไรก็เกิดขึ้นได้ กับความรู้สึกคน.. เหนื่อยแสนเหนื่อย ล้าแสนล้า แต่สุดท้ายก็ยังพยายาม พยายามที่จะยื้อยุดฉุดดึงอยู่เช่นนั้น บางคนปล่อยความรู้สึกของอีกคนไว้ บนความห่าง ห่างจนลับตา .. ไม่เคยหันกลับมามองหรือรับรู้ความเป็นไปของอีกคน .. ไม่เคยรับรู้ว่า ระยะห่างที่เขาทิ้งไว้อีกคนมันสร้างความเจ็บปวดได้ประมาณไหน แต่ก็มีบางคนที่เหนื่อยล้ากับระยะห่างที่พยายามรักษาไว้เพียงแค่นั้น ไม่ต้องห่างไป แต่ เข้าใกล้กว่านี้ไม่ได้ .. ต้องการเพียงเส้นขนานที่ไม่มีทางมาบรรจบ .... ............................. การทำลายระยะห่างของคนสองคนอาจไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ได้ง่ายดายนักสำหรับอีกหลาย ๆ คน... บางคนพยายามมาเกือบทั้งชีวิต.. ระยะห่างที่ว่าก็ยังคงห่างอยู่เช่นเดิม.. ขณะที่บางคนอยู่นิ่ง ๆ ไม่วิ่งหนี ไม่วิ่งตาม ปล่อยทุกอย่าง! ให้เป็นหน้าที่ของเวลา ไม่เรียกร้องให้เกิดความคาดหวัง ไม่ปล่อยละเลยจนเหมือนชาเฉย... ระยะห่างนั้นกลับขยับเข้ามาใกล้ราวปฏิหารย์.. ................................. เอาใจช่วยสำหรับคนที่กำลังพยายามเดินเข้าหา ให้อีกคนหันกลับมามองบ้าง ระยะห่างจะได้สั้นลง พยายามต่อไป เพราะวันหนึ่งคุณอาจรู้สึกว่าความพยายามของคุณมิได้ไร้ค่า ร้องขอสำหรับคนที่กำลังเดินหนี ให้หันกลับมามองความรู้สึกของอีกคนบ้าง เพราะบางทีคุณอาจจะสูญเสียอะไรดี ๆ ไปเพราะระยะห่างที่คุณทิ้งไว้ให้อีกคน เห็นใจกับการรักษาระยะห่างให้คงที่สำหรับบางคน เพราะบางทีมันก็ทรมานมากกว่า การพยายามเดินเข้าใกล้หรือห่างหนี..เสียอีก.. ........................................ แล้วคุณ ๆ เล่า เคยนึกย้อนกลับมามอง ระยะห่าง ของคุณกับผู้คนรอบตัวกันบ้างไหม.. เคยรู้สึกไหมว่า บางที ความห่างไกล กับ ระยะห่างของความรู้สึก กลับเป็นตัวแปรผกผันกัน เคยรู้สึกได้ถึงระยะห่างทั้งที่ตัวอยู่ใกล้ ๆ หรือรู้สึกใกล้กันแล้วทางความรู้สึกทั้งที่ตัวอยู่แสนไกล กันบ้างไหม.??? เคยคิดกันบ้างไหมว่า ระหว่างคนพยายามเดินหนี คนที่พยายามเดินตาม และคนที่พยายามยังไงระยะห่างกลับ! เท่าเดิม คนไหนเจ็บปวดไปกว่ากัน ... อาจเป็นเพราะ .... โลกกว้างเกินไป หรือไม่ .... หัวใจเราแคบเกิน

วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2551

สันติภาพ คือ บ่อเกิดของความสงบ

"สันติภาพ . . . เกิดขึ้นจากการไม่เห็นแก่ตัว โดยการทำใจของตนเองให้อยู่เหนือโลก จิตก็จะผ่องใส ใจก็จะบริสุทธิ์ จิตใจก็เยือกเย็นเป็นอิสระ เกิดสันติธรรมภายในใจ . . ." เรามักจะได้ยินอยู่เสมอว่า . . . ทำไม . . . โลกนี้จึงขาดแคลนสันติภาพ ? กับหลายคำถาม . . . หลายๆ เหตุผลที่ทุกคนต่างได้ยินได้ฟัง หากเราได้พิจารณาดูอย่างละเอียดแล้ว เราจะพบว่า . . . สาเหตุที่ทำให้โลกนี้ . . . "ขาดแคลนสันติภาพ" ก็เพราะไม่สามารถจะคว้าเอาสิ่งที่อยู่ใกล้ๆ มือ หรือยิ่งกว่าสิ่งที่อยู่ในมือ หรือแม้กระทั่งสิ่งทั้งปวงในโลกใบนี้ได้ . . . นี้คือ คำตอบ ซึ่งดูเหมือนกับว่า . . . เรามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ยังขาดอยู่ จึงพยายามที่จะแสวงหา และไขว่คว้ามาให้เพียงพอ หรืออาจมากเกินไป . . . ให้แก่ตนเอง อย่างไม่รู้จักจบสิ้น แต่เมื่อใด ที่เรารู้จักคว้า . . . สันติภาพ สันติธรรม อันเกิดจากพุทธธรรม ก็ย่อมนำมา ซึ่งประโยชน์ให้แก่ตัวเรา เราก็จะพบว่า . . . ที่เราจะแสวงหาสันติภาพชนิดนี้ ก็ต้องเข้าใจว่า . . . แสวงด้วยการสงครามภายใน คือพยายามที่จะรบ . . . รบด้วยอาวุธ ด้วยปัญญา ทำลายข้าศึก คือ ทำลายความโง่ ความหลงให้หมดสิ้นไป ถ้าหากว่า . . . จะมองดูพุทธธรรม หรือสันติภาพอันแท้จริงนี้ ตามแนวของอารยวัฒนธรรมนั้น ย่อมหมายถึง . . . ความเจริญงอกงามทางความคิดและปัญญา ของมนุษย์ที่ล้ำออกไปจากแนว ที่ธรรมชาติกำหนดให้ ในปัจจุบันนี้ . . . นับวัน . . . เรายิ่งจะห่างไกลจากสันติภาพ เพราะต่างคนก็ส่งเสริม . . . "ตัวกู" อย่างชนิดที่ว่า เพราะเป็นการเอาส่วนเกินมากเกินไป แล้วก็เห็นแก่ตัวมากเกินไปนั่นเอง เพราะฉะนั้น . . . ความเห็นแก่ตัว จึงถือว่า . . . เป็นอุปสรรค เป็นต้นเหตุแห่งวิกฤตการณ์ทั้งหลายทั้งปวง ที่ขัดขวางการพัฒนา . . . "สันติภาพ" ให้เกิดขึ้นในโลก และภายในจิตใจของตนเอง . . . การที่จะรอดจากวิกฤตการณ์ทั้งหลายนานาชนิดได้นั้น อยู่ที่การทำลาย . . . "ความเห็นแก่ตัว" เราจะต้องมีชีวิตอยู่ด้วยความรู้ที่ถูกต้องว่า . . . "มีตัวตน . . . ที่มิใช่ของตน" ถ้าถอนความรู้สึกว่า . . . มีตัวตนออกไปเสียได้แล้ว มันก็ไม่มีความเห็นแก่ตัวและไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้น . . .ในการที่จะสร้างสันติภาพให้แก่โลกนั้น ขั้นแรกที่สุดก็คือ จัดที่ตัวเอง . . . ทำที่ตัวเอง . . . ให้เป็นผู้รู้จักสันติภาพก่อน . . . แล้วพยายามที่จะขยายสันติภาพนั้น ให้แพร่หลายออกไปโดยกว้างขวาง เรามาร่วมกันสร้างสันติภาพโลกภายนอก ให้เกิดเป็นสันติธรรมภายในจิตใจ ของเรากันเถอะ . . .
ขอขอบคุณข้อมูลจาก - dhammathai.org
วาทะธรรมว่าด้วย..สันติภาพ จากท่านพุทธทาส

เรื่องของลิง

มีคนเล่าให้ฟังว่า... สมัยก่อน...คุณพงษ์เทพ กระโดนชำนาญ...ศิลปินเพลงเพื่อชีวิต.. แกอยู่ในป่า...กับเพื่อน 5 - 6 คน...ทุกวันก็จะเปลี่ยนเวรกัน...ล่าสัตว์ป่า...มาทำอาหาร... วันหนึ่ง...เป็นเวรของคุณพงษ์เทพ แกก็คว้าปืนยาว...สะพายบ่า...เดินเข้าป่าไป... อาหารโปรดของคุณพงษ์เทพ...คือแกงเนื้อลิง... พอเดินเข้าป่าไปได้สักพัก. เห็นลิงตัวหนึ่ง...นั่งอยู่บนต้นไม้...หันหลังให้.. แกก็รีบยกปืนประทับบ่า...ยิงเปรี้ยง...ไปที่ตัวลิง.. เหตุการณ์แปลกประหลาดได้เกิดขึ้น...ปกติ...ลิงพอถูกยิง..จะหล่นตุ๊บ...จากต้นไม้ทันที... แต่ลิงตัวนี้...นั่งจับกิ่งไม้เฉย...ไม่หล่นลงมา...จะว่ายิงไม่ถูก...ก็ไม่น่าเป็นไปได้... เพราะคุณพงษ์เทพ...แกยิงปืนแม่น...ระยะแค่นี้ เป้าใหญ่ขนาดนี้...ไม่พลาดแน่นอน... ในขณะที่กำลังสงสัยอยู่นั้น...ลิงตัวที่ถูกยิง...ร้อง โหยหวน...เสียงดังมาก... ฝูงลิงที่แยกย้ายกันออกหากินอยู่บริเวณใกล้ ๆ... วิ่งแห่กันเข้ามาหาลิงตัวที่ถูกยิง... แล้วร้องโหยหวน...เหมือนกันหมด... แกตกใจ...ยืนตกตะลึง...ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น... สักครู่...ลิงตัวที่ถูกยิง... โยนวัตถุเล็ก ๆ...สีดำ ๆ..ชิ้นหนึ่ง... ให้กับลิงตัวที่อยู่ใกล้ที่สุด... แล้วก็หล่นตุ๊บ...ลงมาจากต้นไม้... คุณพงษ์เทพ...รีบวิ่งไปดู... ลิงถูกยิงเข้าที่หลัง... ทะลุหน้าอก...เลือดแดงฉาน..เต็มตัว... คุณพงษ์เทพเห็นแล้ว...ต้องเบือนหน้าหนี... ลิงที่ตกลงมา...เป็นลิงแม่ลูกอ่อน...ขณะที่ถูกยิง...เธอกำลังให้นม ลูก... ลูกตัวน้อย...กำลังดูดนมอย่างมีความสุข...ทันทีที่ถูกยิง.. ถ้าเป็นลิงตัวอื่น... จะหล่นตุ๊บ...ลงจากต้นไม้.. แม่ลิงตัวนี้...ยังหล่นไม่ได้...ยังตายไม่ได้.. เพราะเธอยังมีภารกิจใหญ่หลวงที่ต้องทำ...คือ...รักษาชีวิตลูกน้อย...ให้พ้นอันตราย... เธอกัดฟัน...โหนกิ่งไม้ไว้...แม้จะเจ็บปวดแทบขาดใจ...มองดูเลือดที่ไหลหยดเป็นทาง ด้วยความตกใจ...พยายามรวบรวมพละกำลังที่ยังพอมีเหลือทั้งหมด... ตะโกนสุดเสียง...ร้องเรียก...ฝูงลิงเข้ามาใกล้ๆ.. แล้วก็ฝากฝัง...ให้เลี้ยงลูกน้อยแทนเธอ หลังจากโยนลูกให้จ่าฝูงแล้ว...มองดูลูก...ถูกพาไปจนลับสายตาแล้ว.. แน่ใจว่า...ลูกปลอดภัยแล้ว...จึงหลับตา...แล้วหล่นลงมา...ตาย.. คุณพงษ์เทพ...ก้มมองหน้าลิง..แล้วร้องไห้...เพราะที่เบ้าตาลิง...มีหยดน้ำตาใส ๆ. กำลังไหลริน...คุณพงษ์เทพ..รีบเดินกลับที่พัก...เอาปืนไปเผาทิ้ง... ไม่ยอมออกล่าสัตว์อีกเลย...ตลอดชีวิต.. และภาพความรักที่ยิ่งใหญ่..ของแม่ลิง...ที่มีต่อลูกน้อย... เป็นแรงบันดาลใจ. ให้พงษ์เทพ...แต่งเพลงขึ้นมาเพลงหนึ่ง... ชื่อว่า... ' ลิงทะโมน... ' เพื่อยกย่อง...เชิดชู...คุณค่าของความรัก...ที่แม่...มีต่อลูก ***************** แม่นะหรือ... คือผู้สร้าง ทุกสิ่ง อันยิ่งใหญ่ คือผู้รัก ลูกตน กว่าใครใคร คือผู้คอย ห่วงใย ทุกเวลา คือคนร้อน เมื่อลูกรุ่มกลุ้มเรื่องทุกข์ คือคนสุข เมื่อลูกนั้น มีหรรษา คือคนปลอบ เมื่อลูกเหงา เศร้าอุรา คือคนคอย ให้เมตตา ลูกทุกคราว เป็นสายฝน คอยช่วยให้ ลูกสดชื่น เป็นผ้าผืนคอยห่มให้ เพื่อคลายหนาว เป็นกระโถน คอยรับทุกข์ ทุกเรื่องราว เป็นบันได ไต่ดาว ลูกก้าวไป เป็นคุณครู ผู้สอนสั่งทุกอย่างหนอ เป็นคุณหมอ คอยรักษา จะหาไหน เป็นทุกสิ่ง ทุกอย่าง ได้ดั่งใจ จะหาใครได้เท่าแม่เหมือนไม่มี สาธยาย อย่างไร คงไม่หมด พระคุณแม่ ยากแทนทด เหมือนปลดหนี้ สิ่งล้ำค่าใดใด ในปฐพี จะเทียมเท่า คุณแม่นี้ ไม่มีเอย กลับบ้านไปหาแม่กันบ้างน่ะ...........

ภาพพุทธประวัติ

พระนางมหามายาประสูติเจ้าชายสิทธัตถะ ณ อุทยานลุมพินี ในวันวิสาขปุณณมี ๘๐ ปีก่อนพุทธศักราช

ภาพพุทธประวัติ

The life of the Lord Buddha
พระนางมหามายาทรงพระสุบินว่า ลูกช้างเผือกเข้าไปสู่พระครรภ์ของพระนาง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ทรงพระครรภ์

ภาพพุทธประวัติ

The Life of the Lord Buddha
เจ้าชายสุทโธทนะ และเจ้าหญิงมหามายา เข้าสู่พิธีอภิเษกสมรส ณ อโศกอุทยาน

วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2551

วิธีการทำงาน ธรรมบรรยาย โดยหลวงพ่อจรัญ

ทุกคนที่เกิดมา ในโลกนี้ล้วนแต่ต้องทำงาน หรือต้องมีงานทำเพราะทุกคนต้องการดีกันทั้งนั้น แต่ดีจะเกิดขึ้นมาได้ก็เพราะอาศัยเหตุ ๕ ประการ คือ
๑. การทำงาน
๒. ความรู้
๓. ธรรมะ
๔. ศีล
๕. ชีวิตที่ชอบธรรม
งานที่จะทำให้คนดีนั้น คือ
๑. งานนั้นจะต้องเป็นงานที่ไม่มีโทษ มีแต่คุณ
๒. งานนั้นจะต้องเป็นงานที่ทำสำเร็จตามเวลา ไม่เป็นงานที่คั่งค้าง
บุคคลที่จะได้ชื่อว่าเป็นนักทำงานเก่งนั้น มีลักษณะอยู่ ๓ อย่างคือ
๑. ทำงานได้ถูกต้อง เรียบร้อย และรวดเร็ว
๒.สามารถแก้ไขปัญหาที่ยุ่งยากต่าง ๆ ได้ และการแก้ปัญหานั้นเป็นผลดีแก่ส่วนรวม
๓.ทำงานได้ดีมาก คือ ทำงานได้ทน
การที่จะทำงานให้สมบูรณ์ได้ตามลักษณะดังกล่าวมานั้น มีวิธีการปฏิบัติดังต่อไปนี้ คือ
๑. ศึกษาแง่ดีของผู้อื่น
๒. ทำงานให้ดีขึ้น โดยลำดับ
๓. รู้จักแบ่งงาน
๔.รู้จักสั่งงาน
๕.รู้จักดำเนินงาน
๖. มีกำลังใจในการทำงาน
ข้อที่ว่า ทำงานได้ถูกต้อง เรียบร้อย และรวดเร็วนั้น คือ ต้องถือความถูกต้องเป็นสำคัญอันดับแรก ความเรียบร้อยเป็นอันดับสอง ความรวดเร็วเป็นอันดับสาม
ข้อที่ว่า สามารถแก้ไขปัญหาที่ยุ่งยากต่าง ๆ ได้นั้น คือ ต้องพิจารณาปัญหาว่ามีกี่ประเด็นแยกออกไปเป็นประเด็น ๆ ประเด็นไหนสำคัญมากน้อยอย่างไร มูลเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมานั้นมีอย่างไร
ข้อที่ว่า ทำงานได้ดีมาก คือ ทำงานได้ทนนั้น คือ ต้องมีสุขภาพดี มีกำลังใจดี คือมีสมาธิในการทำงานดี
ข้อที่ว่า ศึกษาแง่ดีของผู้อื่นนั้น คือ เฉพาะในองค์กรของคณะสงฆ์นั้น
มีงานหลักอยู่ ๔ ประการคือ ปกครอง ศึกษา เผยแผ่ และ สาธารณูปการ
การศึกษาก็คือ ศึกษาการปกครอง การศึกษาการเผยแผ่ และการสาธารณูปการของผู้อื่น ที่สามารถจัดทำได้ดีว่ามีวิธีการจัดทำกันอย่างไร
ข้อว่า ทำงานให้ดีขึ้นโดยลำดับนั้น เช่น ผู้น้อยทำงานได้ดีเด่น จนเป็นที่เห็นได้ว่าสามารถจะทำงานในหน้าที่ผู้ใหญ่ได้
ข้อว่า รู้จักแบ่งงานนั้น คือ ต้องถือเอาความรู้ ความสามารถ และความประพฤติปฏิบัติ ของผู้ที่จะรับงานเป็นแนวทางในการแบ่งงาน
ข้อว่า รู้จักสั่งงานนั้น คือ ต้องสั่งงานโดยแจ่มแจ้งชัดเจน ผู้รับคำสั่งสามารถเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้งไม่มีข้อสงสัย และสั่งงานตามระเบียบแบบแผน สั่งงานตามเหตุผล ไม่สั่งงานด้วยอารมณ์ เช่น สั่งงานด้วยมีการเยาะเย้ยเหน็บแนม หรือกระทบกระเทียบเปรียบเปรย ทำให้ผู้น้อยเกิดความไม่พอใจ เสียใจ น้อยใจ เสียกำลังใจในการทำงาน
ข้อว่า รู้จักดำเนินงานนั้น คือ การดำเนินงานมี ๒ อย่าง คือ
๑. ดำเนินงานเก่า
๒. ดำเนินงานใหม่
ถ้าเป็นงานเก่าต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ ด้วยเหตุผลว่างานเก่านั้นเป็นอย่างไร ควรจะยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลง ควรจะปรับปรุงแก้ไขอย่างไร มิใช่ว่าถ้าเป็นงานเก่าแล้วไม่ยอมรับรู้เพราะไม่ใช่งานของตน ถ้าเป็นงานใหม่ก็ควรจะได้รับความเห็นชอบจากผู้ที่จะร่วมงานด้วยเสียก่อน มิใช่เป็นความเห็นชอบของเราแต่ผู้เดียว โดยผู้อื่นไม่เห็นชอบด้วย
ข้อว่า มีกำลังใจในการทำงานนั้น คือ ต้องคิดว่างานที่ทำนั้นเป็นงานในหน้าที่ของตน ถ้าตนไม่ทำจะให้ใครทำ ถึงอย่างไรก็จะไม่พ้นความรับผิดชอบของตนไปได้
พระพุทธเจ้าทรงทำงานเป็นปรกติตลอดเวลา ๔๕ ปี คือ บำเพ็ญพุทธกิจ ๕ ประการ ไม่มีข้อบกพร่อง ผลงานของพระองค์จึงเป็นอมตะ มีผลไพศาลยั่งยืนนานมาจนทุกวันนี้ เป็นเวลายาวนานถึง ๒,๕๐๐ ปีเศษแล้ว

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2551

สมาธิเบื้องต้น สำหรับคนทั่วไปอย่างง่าย โดย พระธรรมโกศาจารย์ (ท่านพุทธทาส อินทปัญโญ)

๑. ศรีษะตั้งตรงตามองไปที่ปลายจมูกให้อย่างยิ่งจนไม่เห็นสิ่งอื่น จะเห็นหรือไม่เห็นอะไรหรือไม่ก็ตามขอให้จ้องมองเท่านั้น พอชินเข้าจะได้ผลดีกว่าหลับตา และไม่ชวนง่วงนอนได้ง่ายด้วย โดยเฉพาะคนขี้ง่วงให้ทำอย่างลืมตานี้แทนหลับตา ทำไปเรื่อยๆ ตามันจะหลับของมันเองในเมื่อถึงขั้นที่มันจะต้องหลับ หรือจะทำอย่างหลับตาเสียตั้งต่ต้นก็ตามใจ แต่วิธีที่ลืมตานั้นจะมีผลดีกว่าหลายอย่าง แต่ว่าสำหรับบางคนรู้สึกว่าทำยาก โดยเฉพาะพวกที่ยึดถือในการหลับตาย่อมไม่สามารถทำอย่างลืมตาได้เลย
๒. มือปล่อยวางไว้บนตักซ้อนกันตามสบาย ขาขัดหรือซ้อนกันโดยวิธีที่จะช่วยยันน้ำหนักตัวให้นั่งได้ถนัดและล้มยาก ขาขัดอย่างซ้อนกันธรรมดา หรือจะขัดไขว้กันนั้นแล้วแต่จะชอบหรือทำได้ คนอ้วนจะขัดขาไขว้กันอย่างที่เรียกว่า ขัดสมาธิเพชรนั้น ทำได้ยากและไม่จำเป็น ขอแต่ให้นั่งคู้ขาเข้ามา เพื่อรับน้ำหนักตัวให้สมดุลล้มยากก็พอแล้ว ขัดสมาธิอย่างเอาจริงเอาจัง ยากๆแบบต่างๆ นั้น ไว้สำหรับเมื่อจะเอาจริงอย่างโยคีเถิด
๓. ในกรณีพิเศษสำหรับคนป่วยคนไม่ค่อยสบายหรือแม้แต่คนเหนื่อย จะนั่งอิงหรือนั่งเก้าอี้หรือเก้าอี้ผ้าใบสำหรับเอนทอดเล็กน้อย หรือนอนเลย สำหรับคนเจ็บไข้ก็ทำได้ ทำในที่ไม่อับอากาศ หายใจได้สบายไม่มีอะไรกวนใจเกินไป
๔. เสียงอึกทึกที่ดังสม่ำเสมอ และไม่มีความหมายอะไร เช่น เสียงคลื่น เสียงโรงงาน เหล่านี้ไม่มีอุปสรรค เว้นแต่จะไปยึดถือเอาว่าเป็นอุปสรรคเสียเอง เสียงที่มีความหมายต่างๆ เช่น เสียงคนพูดกันนั้นเป็นอุปสรรคแก่ผู้หัดทำ ถ้าหาที่เงียบเสียงไม่ได้ ก็ให้ถือว่าไม่มีเสียงอะไร ตั้งใจทำไปก็แล้วกัน มันจะค่อยได้เอง
๕. ทั้งที่ตามองเหม่อดูปลายจมูกอยู่ก็สามารถรวม ความนึกหรือความรู้สึก หรือเรียกภาษาวัดว่า สติ ไปกำหนดจับอยู่ที่ลมหายใจเข้าออกของตัวเองได้ คนที่ชอบหลับตา ก็หลับตาแล้วตั้งแต่ตอนนี้ คนที่ชอบลืมตาลืมไปได้เรื่อยจนมันค่อยๆหลับของมันเองเมื่อเป็นสมาธิมากขึ้นๆ
๖. เพื่อจะให้กำหนดได้ง่ายๆ ในขั้นแรกหัด ให้พยายามหายใจให้ยาวที่สุดที่จะยาวได้ด้วยการฝืนทั้งเข้าและออกหลายๆครั้งเสียก่อน เพื่อจะได้รู้ของตัวเองให้ชัดเจนว่าลมหายใจที่มันลากเข้าลากออกเป็นทางอยู่ภายในนั้น มันลากถูหรือกระทบอะไรบ้าง ในลักษณะอย่างไร และกำหนดได้ง่ายๆ ว่ามันไปรู้สึกว่าสุดลงที่ตรงไหนที่ในท้อง โดยเอาความรู้สึกที่กระเทือนนั้นเป็นเกณฎ์พอเป็นเครื่องกำหนดง่ายๆ เท่าที่จะกำหนดได้
๗. คนธรรมดาจะรู้สึกลมหายใจกระทบปลายจะงอยจมูก ให้ถือเอาตรงนั้นเป็นที่สุดข้างนอก ถ้าคนจมูกแฟบ หน้าหัก ริมฝีปากบนเชิด ลมจะกระทบริมฝีปากบน อย่างนี้ก็ให้กำหนดเอาที่ตรงนั้นว่าเป็นที่สุดท้ายข้างนอก แล้วก็จะได้จุดทั้งข้างนอกและข้างใน โดยกำหนดเอาว่าที่ปลายจมูกจุดหนึ่งที่สะดือจุดหนึ่ง แล้วลมหายใจได้ลากตัวมันเองไปมาอยู่ระหว่างสองจุดนี้ ขึ้นลงอยู่เสมอ
๘. ทีนี้ทำใจของเราให้เป็นเหมือนอะไรที่คอยวิ่งตามลมนั้นไม่ยอมพรากทุกครั้งที่หายใจทั้งขึ้นและลงตลอดเวลาที่ทำสมาธินี้ จัดเป็นขั้นหนึ่งของการกระทำ เรียกกันง่ายๆ ในที่นี่ก่อนว่า ขั้น "วิ่งตามตลอดเวลา" กล่าวมาแล้วว่าเริ่มต้นทีเดียวให้พยายามฝืนหายใจให้ยาวที่สุด และแรงๆ และหยาบที่สุดหลายๆครั้ง เพื่อให้พบจุดหัวท้ายแล้วพบเส้นที่จะลากอยู่ตรงกลางๆให้ชัดเจน
๙. เมื่อ จิตหรือสติ จับหรือกำหนดลมหายใจที่เข้าๆ ออกๆ ได้โดยทำความรู้สึกที่ๆ ลมมันกระทบลากไปแล้วไปสุดลงที่ตรงไหน แล้วจึงกลับเข้าหรือกลับออกก็ตามดังนี้แล้ว ก็ค่อยๆ ผ่อนให้การหายใจนั้นค่อยๆ เปลี่ยนเป็นหายใจอย่างธรรมดา โดยไม่ต้องฝืน แต่สตินั้นคงกำหนดที่ลมได้ตลอดเวลา ตลอดสาย เช่นเดียวกับเมื่อแกล้ง หายใจหยาบแรงๆ นั้น เหมือนกัน คือ กำหนดได้ตลอดสายที่ลมผ่านจากจุดข้างในคือสะดือ หรือท้องส่วนล่างก็ตาม ถึงจุดข้างนอกคือปลายจมูก หรือปลายริมฝีปากบนแล้วแต่กรณี ลมหายใจจะละเอียดหรือแผ่วลงอย่างไร สติก็คงกำหนดได้ชัดเจนอยู่เสมอไปโดยให้การกำหนดนั้นละเอียดเข้ามาตามส่วน
๑๐. ถ้าเผอิญเป็นว่าเกิดกำหนดไม่ได้ เพราะลมหายใจละเอียดเกินไปก็ให้ตั้งต้นหายใจให้หยาบ หรือแรงกันไปใหม่ แม้จะไม่เท่าทีแรกก็เอาพอให้กำหนดได้ชัดเจนก็แล้วกัน กำหนดกันใหม่จนให้มีสติรู้สึกอยู่ที่ลมหายใจไม่มีขาดตอนให้จนได้ คือจนกระทั่งหายใจอยู่ตามธรรมดาไม่มีฝืนอะไรก็กำหนดได้ตลอด มันยาวหรือสั้นแค่ไหนก็รู้ มันหนักหรือเบาเพียงไหนก็รู้พร้อมอยู่ในนั้น เพราะสติเพียงแต่คอยเกาะแจอยู่ติดตามไปมาอยู่กับลมตลอดเวลา ทำได้อย่างนี้เรียกว่า ทำการบริกรรมใน ขั้น "วิ่งตามไปกับลม" ได้สำเร็จ
๑๑. การทำไม่สำเร็จนั้นคือ สติ หรือความนึก ไม่อยู่กับลมตลอดเวลา เผลอเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มารู้เมื่อมันไปแล้ว และก็มีรู้มันไปเมื่อไร โดยอาการอย่างไร เป็นต้น พอรู้ก็จับตัวมันมาใหม่และฝึกกันไปกว่าจะได้ขั้นนี้ ครั้งหนึ่ง ๑๐ นาที เป็นอย่างน้อยแล้วค่อยฝึกขั้นต่อไป
๑๒. ขั้นต่อไปซึ่งเรียกว่า ขั้นที่สอง หรือ ขั้น "ดักดูอยู่แต่ตรงที่แห่งใดแห่งหนึ่ง" นั้น จะทำต่อเมื่อทำขั้นแรกข้างต้นได้แล้วเป็นดีที่สุด หรือใครจะสามารถข้ามมาทำขั้นที่สองนี้ได้เลยก็ไม่ว่า ในขั้นนี้จะให้ สติหรือความนึก คอยดักกำหนดอยู่ตรงที่ใดแห่งหนึ่งโดยเลิกการวิ่งตามลมเสีย ให้กำหนดความรู้สึกเมื่อลมหายใจเข้าไปถึงที่สุดข้างใน คือสะดือ ครั้งหนึ่งแล้วปล่อยว่างหรือวางเฉย แล้วมากำหนดรู้สึกกันเมื่อลมออกมากระทบที่สุดข้างนอก คือปลายจมูกอีกครั้งหนึ่งแล้วก็ปล่อยว่างหรือวางเฉย จนมีการกระทบส่วนสุดข้างในคือสะดืออีก ทำนองนี้เรื่อยไปไม่มีการเปลี่ยนแปลง
๑๓. เมื่อเป็นขณะที่ปล่อยวาง หรือวางเฉยนั้น จิตก็ไม่ได้หนีไปอยู่บ้านช่องไร่นา หรือที่ไหนเลยเหมือนกัน แปลว่า สติคอยกำหนดที่ส่วนสุดข้างในหนึ่ง ข้างนอกแห่งหนึ่ง ระหว่างนั้นปล่อยเงียบหรือว่าง เมื่อทำได้อย่างนี้เป็นที่แน่นอนแล้ว ก็เลิกกำหนดข้างในเสีย คงกำหนดแต่ข้างนอก คือที่ปลายจมูกแห่งเดียวก็ได้ สติคอยเฝ้ากำหนดอยู่แต่ที่จะงอยจมูกไม่ว่าลมจะกระทบเมื่อหายใจเข้าหรือเมื่อหายใจออกก็ตาม ให้กำหนดรู้ทุกครั้ง สมมติเรียกว่า เฝ้าแต่ตรงปากประตูให้มีความรู้สึกครั้งหนึ่งๆ เมื่อลมผ่านออกนั้นว่างหรือเงียบ ระยะกลางที่ว่างหรือเงียบนั้น จิต ไม่ได้หนีไปอยู่ที่บ้านช่องหรือที่ไหนอีกเหมือนกัน
๑๔. ทำได้อย่างนี้เรียกว่า ทำบริกรรมใน ขั้น "ดักอยู่แต่ในที่แห่งหนึ่ง" นั้นได้สำเร็จ จะไม่สำเร็จก็ตรงที่จิตหนีไปเสียเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มันกลับเข้าไปในประตู หรือเข้าประตูแล้วลอดหนีไปทางไหนเสียก็ได้ ทั้งนี้เพราะระยะที่ว่างหรือเงียบนั้น เป็นไปไม่ถูกต้องและทำไม่ดีมาตั้งแต่ข้างต้นของขั้นนี้ เพราะฉะนั้น ควรทำให้ดีหนักแน่นและแม่นยำมาตั้งแต่ขั้นแรก คือ ขั้น "วิ่งตามตลอดเวลา" นั้นทีเดียว
๑๕. แม้ขั้นต้นที่สุดหรือที่เรียกว่า "วิ่งตามตลอดเวลา" นั้น ก็ไม่ใช่ทำได้ง่ายสำหรับทุกคน และเมื่อทำได้ก็มีผลเกินคาดมาแล้วทั้งกายและใจ จึงควรทำให้ได้และทำให้เสมอๆ จนเป็นของเล่น อย่างการบริหารกายมีเวลาสองนาทีก็ทำ เริ่มหายใจให้แรงจนกระดูกลั่นก็ยิ่งดี จนมีเสียงหวีดหรือซูดซาดก็ได้ แล้วค่อยบ่อนให้เบาๆ ไปจนเข้าระดับปกติของมัน
๑๖. ตามธรรมดาที่คนเราหายใจอยู่นั้นไม่ใช่ระดับปกติ แต่ว่าต่ำกว่าหรือน้อยกว่าปกติโดยไม่รู้สึกตัว โดยเฉพาะเมื่อทำกิจการงานต่างๆ หรืออยู่อิริยาบถที่ไม่เป็นอิสระนั้น ลมหายใจของตัวเองอยู่ในลักษณะที่ต่ำกว่าปกติที่ควรจะเป็นทั้งที่ตนเองไม่ทราบได้ เพราะฉะนั้นจึงให้เริ่มด้วยหายใจอย่างรุนแรงเสียก่อน แล้วจึงค่อยปล่อยให้เป็นไปตามปกติ อย่างนี้จะได้ลมหายใจที่เป็นสายกลางหรือพอดี และทำร่างกายให้อยู่ในสภาพปกติด้วย เหมาะสำหรับจะกำหนดเป็นนิมิตของอานาปานัสสติในขั้นต้นนี้ด้วย
๑๗. ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การบริกรรมขั้นต้นที่สุดนี้ ขอให้ทำจนเป็นของเล่นปกติสำหรับทุกคน และทุกโอกาสเถิดจะมีประโยชน์ในส่วนสุขภาพทั้งทางกายและทางใจ อย่างยิ่งแล้วจะเป็นบันไดสำหรับขั้นสองต่อไปอีกด้วย แท้จริงความแตกต่างกันในระหว่าง ขั้น "วิ่งตามตลอดเวลา" กับขั้น "ดักดูอยู่เป็นแห่งๆ" นั้น มีไม่มากมายอะไรนัก เป็นแต่การผ่อนให้ประณีตเข้า คือ มีระยะการกำหนดด้วยสติน้อยแต่คงมีผล คือ จิตหนีไปไม่ได้เท่ากัน
๑๘. เพื่อให้เข้าใจง่าย จะเปรียบกันกับพี่เลี้ยงที่ไกวเปลเด็กอยู่ข้างเสาเปล ขั้นแรกก็จับเด็กใส่ลงในเปลแล้วเด็กยังไม่ง่วง ยังคอยจะดิ้นหรือลุกออกไปจากเปล ในขั้นนี้พี่เลี้ยงจะต้องคอยจับตาดูแหงนหน้าไปมา ดูเปลไม่ให้วางตาได้ซ้ายทีขวาทีอยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เด็กมีโอกาสตกลงมาจากเปลได้ ครั้นเด็กชักจะยอมนอนคือไม่ค่อยจะดิ้นรนแล้ว พี่เลี้ยงก็หมดความจำเป็นที่จะต้องแหงนหน้าไปมา ซ้ายทีขวาที ตามระยะที่เปลไกวไปไกวมา พี่เลี้ยงคงเพียงแต่มองเด็กเมื่อเปลไกวมาตรงหน้าตนเท่านั้นก็พอแล้ว มองแต่เพียงครึ่งหนึ่งๆ เป็นระยะๆ ขณะที่เปลไกวไปมาตรงหน้าตนพอดี เด็กก็ไม่มีโอกาสลงจากเปลเหมือนกันเพราะเด็กชักจะยอมนอนขึ้นมาดังกล่าวแล้ว
๑๙. ระยะแรกของการบริกรรม กำหนดลมหายใจในขั้น "วิ่งตามตลอดเวลา" นี้ก็เปรียบกันได้กับระยะที่พี่เลี้ยงต้องคอยส่ายหน้าไปมาตามเปลที่ไกวไม่ให้วางตาได้ ส่วนระยะที่สองที่กำหนดลมหายใจเฉพาะที่ปลายจมูกหรือที่รียกว่า ขั้น "ดักอยู่แห่งใดแห่งหนึ่ง" นั้น ก็คือขั้นที่เด็กชักจะง่วงและยอมนอนจนพี่เลี้ยงจับตาดูเฉพาะเมื่อเปลไกวมาตรงหน้าตนนั้นเอง
๒๐. เมื่อฝึกหัดมาได้ถึงขั้นที่สองนี้อย่างเต็มที่ ก็อาจฝึกต่อไปถึงขั้นที่ผ่อนระยะการกำหนดของ สติ ให้ประณีตเข้าๆ จนเกิด สมาธิชนิดแน่วแน่ เป็นลำดับไปจนถึง ฌานขั้นใดขั้นหนึ่งได้ ซึ่งพ้นไปจากสมาธิ อย่างง่ายๆในขั้นต้น สำหรับคนธรรมดาทั่วไปและไม่สามารถนำมากล่าวรวมกันไว้ในที่นี้เพราะเป็นเรื่องละเอียดรัดกุม มีหลักเกณฑ์ที่ซับซ้อนต้องศึกษากัน เฉพาะผู้สนใจถึงขั้นนั้น ในขณะนี้เพียงแต่ขอให้สนใจในขั้นมูลฐานกันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเป็นของเคยชินเป็นธรรมดาอันอาจจะตะล่อมเข้าขั้นสูงขั้นไปตามลำดับในภายหลัง
สิ่งที่มนุษย์ควรจะได้พบ
ขอให้ฆราวาสทั่วไปได้มีโอกาสทำสมาธิ ชนิดที่อาจทำประโยชน์ทั้งทางกายและทางใจ สมความต้องการในขั้นต้นเสียขั้นหนึ่งก่อน เพื่อจะได้เป็นผู้ชื่อว่ามี ศีล สมาธิ ปัญญา ครบสามประการ หรือ มีความเป็นผู้ประกอบตนอยู่ในมรรคมีองค์แปดประการได้ครบถ้วน แม้ในขั้นต้น ก็ยังดีกว่าไม่มีเป็นไหนๆ กายระงับลงไปกว่าที่เป็นกันอยู่ตามปกติก็ด้วยการฝึกสมาธิขั้นสูงขึ้นไปตามลำดับๆ เท่านั้น และจะได้พบ "สิ่งที่มนุษย์ควรจะได้พบ" อีกสิ่งหนึ่งซึ่งทำให้ไม่เสียทีที่เกิดมา

จากForward mailฉบับหนึ่ง

เมื่อวันที่ 8 มีนา ที่ผ่านมาผมได้ไปงานที่โรงเรียน เหมือนเช่นทุกปีตอนกลับเดินมาตามตึกยาวเพื่อจะกลับมาทางประตูด้านเพาะช่าง ยังไม่ถึงบริเวณเศาลหลวงพ่อปู่ พบอาจาร์ยท่านหนึ่งนั่งอยู่ จำได้ว่าเป็นอาจารย์สุธี ท่านเกษียณไปแล้ว ไม่รู้คุณรู้จักรึเปล่า กราบอาจารย์ท่านแล้ว สังเกตุเห็นว่าอาจารย์ร้องไห้อยู่ ท่านบอก เพิ่งได้พบกับรุ่นพี่ที่มาในงาน รุ่นที่เท่าไหรก้อไม่ได้ถาม เป็นนายทหารราชองครักษ์ชั้นผู้ใหญ่ เค้าเล่าให้อาจารย์ฟังว่า ****ในหลวงทรงร้องให้เห็นบ่อย**** 'ทรงเสียใจที่เมืองไทยจะสิ้นในรัชกาลของท่าน แล้วกระนั้นหรือ' ผมอยากจะตอบอาจารย์ไปว่าคงไม่หรอก ถ้าคนไทย รู้จำคำว่าว่า'หน้าที่'มากกว่า'สิทธิ' เราเคยชินกับการเป็น..ผู้รับ...จากคนคนหนึ่งที่เกิดมาเป็น..ผู้ให้...ให้มาตลอด เคยชินจนลืมไปว่าวันนี้ถึงเวลาแล้วรึยังที่ เราควรจะผู้ให้แก่พระองค์ท่านบ้าง... ผมลาอาจารย์เรียบร้อยร้อย กลับไปตามตึกยาว ไปไหว้ พระผู้ให้กำเนิดโรงเรียน อธิฐาษขอให้พระองค์ท่านช่วยคุ้มครองให้หลานท่านทรงมีแต่ความสุข..ทรงมีพระพลานามัยที่แข็งแรง...เพียงแค่ไม่อยากได้ยินว่า ..ในหลวงทรงร้องไห้
ความสุขของพระมหากษัตริย์ หนึ่งปีที่ผ่านมา เราใส่เสื้อเหลืองเราใส่สายรัดข้อมือสีเหลือง คนนับแสนไปนั่งรอเป็นชั่วโมงๆ หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมเพื่อจะได้เห็นพระพักตร์ของพระบาทพระเจ้าอยู่หัวเพียงไม่กี่นาทีวันนั้น ในขณะที่ทั้งโลกเริ่มเสื่อมศรัทธาในระบบการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เราได้แสดงให้โลกได้เห็นว่ามีประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่งที่คนทั้งชาติยังซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อราชวงศ์ จักรี และ พระมหากษัตริย์อันทรงเป็นที่รักยิ่งของคนไทย
.....สิบสองปีที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรหนักด้วยโรคหัวใจเพราะทรงงานหนักเกินไปในขณะเดียวกัน สมเด็จพระราชชนนีก็ทรงพระประชวรหนักอยู่ ณ โรงพยาบาลศิริราชเช่นกัน เรายังจำรูปในหนังสือพิมพ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมพระราชชนนี ไม่กี่วันหลังจากการผ่าตัดใหญ่ถวาย พระหัตถ์ข้างหนึ่งกุมอยู่ที่พระอุระ และในพระหัตถ์อีกข้างหนึ่งทรงถือ ม้วนแผนที่กรุงเทพฯ เพราะน้ำกำลังท่วมกรุงอยู่ ยังจำกันได้ไหม?
..... 34 ปีที่ผ่านมา วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 เป็นครั้งแรกในรัชกาลที่เกิดวิกฤติด้านการเมืองรุนแรงที่สุด วันนั้น นิสิตนักศึกษาและประชาชนนับหมื่นนับแสนเดินขบวนประท้วงรัฐบาล เหตุการณ์ร้ายแรงยิ่งขึ้นตำรวจทหารยิงประชาชน ในขณะที่นิสิตนักศึกษาก็เผาสถานที่ราชการ เกิดกลียุคทุกหย่อมหญ้า ' คนไทยฆ่าคนไทยด้วยกันเอง ' คืนนั้น สถานีโทรทัศน์ทุกช่องถ่ายทอดสดจากพระราชวังสวนจิตรลดา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสกันคนไทยทุกคนว่า 'คนไทยจะฆ่าคนไทยด้วยกันไม่ได้ ทุกอย่างต้องสงบโดยฉับพลัน' และทุกอย่างก็สงบโดยฉับพลัน หลังจากนั้นไม่นาน มีฝรั่งคนหนึ่งมาถามผมว่า 'เป็นไปได้อย่างไร ที่คนๆ เดียวจะมีอำนาจเหนือคนทั้งประเทศได้อย่างนั้น?' ผมไม่ได้ตอบ แต่ตอนนั้นใจผมคิดถึงประโยคที่ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมชฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ BBC ว่า พระองค์ทรงเป็น 'SOUL OF THE NATION' หรือ'จิตวิญญาณของคนไทยทั้งชาติ' ยังจำกันได้ไหม? แล้ววันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่ เราสร้างค่านิยมผิดๆ ว่าคนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่มีเงินมากที่สุด เราโกงทุกครั้งที่มีโอกาส เราเรียกร้องประชาธิปไตยโดยคิดถึงแต่ 'สิทธิ ' แต่ลืมคำว่า 'หน้าที่' เรากำลังฆ่ากันเองทุกวันในภาคใต้ เราสร้าง 'กฎหมู่' ให้เหนือ 'กฎหมาย' เราเดินขบวนประท้วงในทุกอย่างที่เราไม่เห็นด้วย เราก้าวร้าวต่อกัน เราแตกแยกกัน และทั้งโลกกำลังจับตามองเราอยู่ เราเคยหยุดคิดกันบ้างไหมว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา จะทรงเสียพระทัยเพียงใด? แล้วสิ่งที่เราทำไปในวันเฉลิมพระชนมพรรษาคืออะไร การที่เราใส่เสื้อเหลือง สายรัดข้อมือ ที่ว่า Long life The King เราทำเพื่ออะไร มันเป็นแค่ผักชีโรยหน้าที่จะแสดงให้โลกเห็นว่าคุณรักพระมหากษัตริย์เพียงใดเท่านั้นนะเหรอ 80 ชันษาของพระองค์ท่าน หากเปรียบกับคนธรรมดาก็สมควรที่จะได้พักเต็มที่ได้รับการดูแลและระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่สมควรที่จะตรากตรำทำงานหนัก แต่กลับเป็นว่า ในปีที่ครบ 80 ชันษาของพระองค์ท่านยังต้องทรงงานอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ทรงต้องอยู่ภายใต้การถวายการดูแลของคณะแพทย์ พระองค์ต้องรับทุกข์ของคนไทยทั้งชาติ ความสุขของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ ไม่ใช่จะประทับอยู่ในพระราชวังใหญ่โตสวยงาม แห่ล้อมด้วยข้าราชบริพาร หากแต่ความสุขของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้คือ เมื่อประชาชนของพระองค์ท่านรักสามัคคีกัน รู้จักความ พอเพียง และมีสติ-เพียงเท่านี้เอง แล้ววันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่? หรือนี่คือการแสดงความกตเวทีต่อพระมหากษัตริย์ของเรา

สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล

พระพุทธดำรัสเกี่ยวกับสังเวชนียสถานทั้ง ๔
ณ พระแท่นบรรทม หรือเตียงปรินิพพานนั้นเอง พระพุทธองค์ได้ทรงปรารถเรื่องรา่วต่างๆ หลายเรื่องกับพระอานนท์พุทธอุปัฎฐากรวมทั้งเรื่อง สังเวชนียสถานทั้ง ๔ ตำบล จากในมหาปรินิพพานสูตร พอสรุปได้ดังนี้
ครั้งนั้นพระอานนท์เถรเจ้าได้กราบทูลพระองค์ว่า ในกาลก่อนภิกษุทั้งหลายที่ได้แยกย้ายกันไปจำพรรษาอยู่ตามชนบทในทิศต่างๆ เมื่อสิ้นไตรมาศครบ ๓ เดือนตามวินัยนิยมหรืออกพรรษาแล้ว ข้าพระองค์ทั้งหลายก็ย่อมจะเดินทางมาเฝ้าพระองค์เป็นอาจิณวัตร ก็เพื่อจะได้เห็นจะได้เข้าใกล้ จะได้อุปัฎฐากพระองค์ อันจะทำให้เกิดความเจริญทางจิต ก็มาบัดนี้เมื่อกาลแห่งการล่วงไปแห่งพระองค์แล้ว ก็แล้วข้าพระองค์ทั้งหลายก็จะไม่ได้เห็น จะไม่ได้นั่งใกล้ จะไม่ได้สากัจฉา(สนทนาธรรม) เหมือนกับสมัยที่พระองค์ยังมีพระชนม์ชีพอีกต่อไป
เมื่อพระอานนท์กราบทูลดังนี้แล้ว พระตถาคตเจ้าได้ทรงแสดงสถานที่ ๔ ตำบลว่าเป็นสิ่งที่ควรจะดู ควรจะได้เห็น ควรจะเกิดสังเวช (ความสลดใจกระตุ้นเตือนจิตใจให้คิดกระทำแต่สิ่งดีงาม) แก่กุลบุตร กุลธิดา ผู้มีศรัทธา คือ
๑. สถานที่พระตถาคตเจ้าบังเกิดแล้วคือ ประสูติจากพระครรภ์มารดา ตำบลหนึ่งคืออุทยานลุมพินี
๒. สถานที่พระตถาคตเจ้าตรัสรู้ พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณตำบลหนึ่งคือ ควงไม้โพธิ์ พุทธคยา
๓. สถานที่พระตถาคตเจ้าให้พระอนุตรธัมมจักเป็นไป หรือแสดงปฐมเทศนาตำบลหนึ่ง คือ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี (ปัจจุบันเรียก สารนาถ)
๔. สถานที่พระตถาคตเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุตำบลหนึ่ง คือ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา (ปัจจุบันเรียก กาเซีย) ให้เกิดความสังเวชของกุลบุตร กุลธิดา ผู้มีศรัทธา
อนึ่ง ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้มีศรัทธามายังสถานที่ ๔ ตำบลนี้ ด้วยมีความเชื่อว่า พระตถาคตเจ้าได้บังเกิดขึ้นแล้ว ณ สถานที่นี้ พระตถาคตเจ้าได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ณ สถานที่นี้ พระตถาคตเจ้าได้ให้พระอนุตรธัมมจักเป็นไปแล้ว ณ สถานที่นี้ และพระตถาคตเจ้าได้เสด็จดับขันธปรินิพพานด้วยอนุปาทเสสนิพพานธาตุแล้ว ณ สถานที่นี้
ดูก่อนอานนท์ ชนทั้งหลายเหล่าใด เจติยจาริกของพระตถาคตเจ้าทั้ง ๔ ตำบลนี้แล้ว จักเป็นคนเลื่อมใส เมื่อกระทำกาลกิริยา(ตาย)ลง ชนทั้งหลายเหล่านั้น จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความ ๔ ตำบลว่าเป็นที่ควรเห็น ควรดู ควรให้เกิดสังเวชของกุลบุตร กุลธิดา ผู้มีศรัทธาด้วยประการฉะนี้แล
นี้เองเป็นที่มาของสังเวชนียสถาน ๔ แห่งในดินแดนพุทธภูมิ ที่ชาวพุทธทั้งหลายสมควรอย่างยิ่งที่จะไปนมัสการ กราบไหว้สักการะสักครั้งหนึ่งในชีวิต
สังเวชนียสถานแห่งที่ ๑ สถานที่ประสูติ

เสาหินพระเจ้าอโศกมหาราชปักไว้ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังทราบว่าตรงจุดนี้ เป็นที่ที่พระบรมศาสดาออกจากพระครรภ์ของพระมารดา
สังเวชนียสถานแห่งที่ ๑ คือสถานที่ประสูติแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้น ปัจจุบันนี้อยู่ในเขตประเทศเนปาล ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของประเทศอินเดีย และสถานที่ประสูตินี้ตั้งอยู่ห่างจากชายแดนอินเดีย-เนปาลประมาณ ๓๒ กิโลเมตร ปัจจุบันสังเวชนียสถานแห่งนี้ ภาษาทางราชการเรียกว่า "ลุมมินเด" แต่ชาวบ้านทั่วไปก็ยังเรียกว่า "ลุมพินี"

สังเวชนียสถานแห่งที่ ๒ สถานที่ตรัสรู้

วิหารตรัสรู้ ที่ยังหลงเหลืออยู่สมบูรณ์ที่สุด
สังเวชนียสถานแห่งที่ ๒ คือสถานที่ตรัสรู้นี้ แต่เดิมทีเดียวในสมัยพุทธกาลนั้น คือตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เมืองคยา แคว้นมคธ ซึ่งมีเมืองราชคฤห์ เป็นเมืองหลวง ปัจจุบันสถานที่ตรัสรู้นี้เรียก ตำบลพุทธคยา ขึ้นอยู่กับจังหวัดคยา (ห่างจากจังหวัดคยา ๑๒ กิโลเมตร) รัฐพิหาร มีเมืองหลวงชื่อ ปัฎนะ หรือ ปัฎนา (หรือชื่อเดิมว่า ปาฎลีบุตร)
สังเวชนียสถานแห่งที่ ๓ สถานที่แสดงปฐมเทศนา
ธัมเมกขสถูป สถานที่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถให้พระอรหันต์ ๖๐ รูป ออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก

สังเวชนียสถานแห่งที่ ๓ คือ สถานที่แสดงปฐมเทศนา หรือสถานที่พระตถาคตเจ้าทรงยังพระอนุตรธัมจักให้เป็นไป สถานที่นี้อยู่ในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี ปัจจุบันเรียกสารนาถ ห่างจากเมืองประมาณ ๘ กิโลเมตร ซึ่งเมืองพาราณสีนี้อยู่ห่างจากเมืองพุทธคยา สถานที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ ๒๐๐ กิโลเมตร
สังเวชนียสถานแห่งที่ ๔ สถานที่ดับขันธปรินิพพาน


สถูปและวิหารปรินิพพานที่เมืองกุสินารา
สังเวชนียสถานแห่งที่ ๔ คือ สถานที่ดับขันธปรินิพพาน ด้วยอนุาทิเสสนิพพานธาตุดับไม่มีส่วนเหลือ คือทั้งกิเลส ทั้งเบญจขันธ์ดับหมด ตามปกติพระอรหันต์ทั่วไปๆไปจะนิพพาน ๒ ครั้ง คือ ครั้งแรกนั้นเป็นการดับกิเลส ส่วนเบญจขันธ์ยังอยู่ เรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพาน หรือนิพพาน เมื่อยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่จิตเข้าสู่แดนพระนิพพานเท่านั้น เป็นจิตที่สะอาด ไม่มีกิเลส ไม่มีทุกข์แล้ว ดังเช่นพระพุทธเจ้า นิพพานครั้งแรกนี้เมื่อวันเพ็ญ เดือนวิสาขะ ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี ส่วนนิพพานครั้งที่ ๒ ก็คือ อนุปาทิเสสนพิิาน ดังได้กล่าวแล้วนั้นเอง
สถานที่นิพพานที่พุทธประวัติระบุว่า สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา ปัจจุบันมีสถูปและวิหารเป็นสัญลักษณ์ เป็นอุทยานที่ได้รับการรักษาจากทางการอินเดียเป็นอย่างดี มีต้นสาละและไม้อื่นปลูกอยู่ทั่วไป ให้ความร่มรื่นพอสมควร