Custom Search

วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2551

Happy New Year 2009


Happy New Year 2008
สวัสดีปีใหม่ครับ สำหรับผมถึงวันปีใหม่ทีไร ได้แต่เห็นคนอื่นสนุกอยู่ฝ่ายเดียวทุกที ส่วนตัวเองก็ต้องติดงานไม่งานใดก็งานหนึ่ง แต่ก็รู้สึกยินดีนะครับที่เห็นคนอื่นๆมีความสุข แต่สิ่งที่ผมปรารถนาที่สุดในวันปีใหม่ และทุกๆวัน ก็คือการได้อยู่ร่วมกับคนที่เรารักอย่างมีความสุข ทุกครั้งที่เข้าห้วงวันสำคัญ เช่น วันปีใหม่ วันเกิด วันเข้าพรรษา ผมก็มักจะตั้งเป้าหมายเล็กๆไว้ให้ตัวเองได้ปฏิบัติเสมอ สำหรับปีใหม่นี้ ผมก็ตั้งเป้าหมายส่วนตัวไว้แล้วเช่นกัน
1.ผมจะกระโดดเชือกสายยาง ให้ได้อย่างน้อยวันละ 2000 ครั้ง เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน
2.ผมจะเริ่มสวดมนต์ และเริ่มฝึกสมาธิขั้นต้นอย่างจริงจังตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป หลังจากรีๆรอๆมานาน แต่ก็ยังไม่ได้ปฏิบัติจริงจังสักที ตั้งแต่สึกจากบวชมา
3.ผมตั้งใจจะทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ ตามที่ได้รับมอบหมายให้มางานราชการสนามที่นี่ จนกว่าจะถึงวันที่ผมได้กลับไปทำงานยังหน่วยต้นสังกัด

นี่เป็นเป้าหมายเล็กๆที่ผมตั้งใจไว้ว่าจะต้องทำให้ได้เพื่อรับปีใหม่นี้

การตั้งเป้าหมายเล็กๆ แล้วเราก็ทำให้มันสำเร็จ เขาว่าเป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้คนเราไปถึงยังเป้าหมายที่สูงกว่านั้นได้ง่ายขึ้น เพราะเมื่อเราคุ้นเคยกับความสำเร็จเล็กๆน้อยๆ เราก็จะมีความเชื่อมั่นมากขึ้นเรื่อยๆว่า ไม่ว่าเป้าหมายนั้นจะสูงขนาดไหน เราก็สามารถไปถึงได้ แต่ก็อย่าลืมให้รางวัลกับตัวเองด้วยนะครับ ถ้าหากเราไปถึงเป้าหมายนั้นได้แล้ว ทุกคนต้องการกำลังใจ และรางวัลชีวิตทั้งนั้น

ผมใช้วิธีนี้มาเสมอ ตั้งแต่สมัยยังเรียนอยู่มัธยมปลาย และเนื่องในโอกาสสิ้นปีนี้ ผมก็จะขอฉลองความสำเร็จที่ผ่านมาของผมด้วยนมถั่วเหลืองสักกล่อง

แล้วคุณล่ะ ตั้งเป้าอะไรไว้แล้วบ้างสำหรับปีใหม่นี้
ขอให้มีความสุขในปีใหม่ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2551

...อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย รักษาสุขภาพด้วยนะคะ...

"...อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย รักษาสุขภาพด้วยนะคะ..."
คำพูดนึงที่น่าประทับใจ ก่อนที่ผมจะจบท้ายการสนทนากับเจ้าหน้าที่ของ Dtac call center
บริการของข่ายอื่นเป็นไง ผมไม่เคยใช้เหมือนกัน แต่ที่นี่ เจ้าหน้าที่วาจะสุภาพไพเราะดีครับ เสียอย่างว่า ทุกทีถือสายรอนานมาก(ในความรู้สึกผม)กว่าจะโอนจากระบบอัตโนมัติมายังเจ้าหน้าที่ได้
ตอนนี้ผมอยู่ใต้ครับ พื้นที่ที่พวกผมปฏิบัติงานอยู่ก็ทั้งสงขลา นราฯ น้ำท่วมหนักพอสมควร ในขณะที่ทางบ้านผมนี่เขาว่าอากาศหนาวกันแล้ว ผมเองก็เพิ่งเคยเห็นน้ำท่วมสูงจริงๆก็ที่นี่ล่ะครับ ความจริงไม่มากมายอะไร แต่เรามันไม่เคยเห็นของจริง ดูที่นี่เขาจะรู้สึกชาชินกับการที่น้ำท่วมซะแล้ว เพราะท่วมทุกปี แต่ก็น่าแปลกใจว่าทำไมถึงไม่มีการแก้ปัญหา หรือมีการพัฒนาที่ดีขึ้น คนที่นี่ยังมีวิถีชีวิตแบบเดิมๆอยู่ครับ ถ้าหากภาครัฐได้ช่วยกระตุ้นให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ ผมว่าคนท้องถิ่นทั้งที่นี่ และอีกหลายๆที่จะเข้มแข็งขึ้นอีกมากครับ
"...อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย รักษาสุขภาพด้วยนะครับ..."

วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

My Wedding's Presentation

รำลึกความหลังหน่อยครับ วันชื่นคืนสุข 6ก.ค.51

อันนี้เป็น wedding's presentation ที่ใช้ในงานแต่งของผมครับ ช่วยกันคิดกับหลินจนเสร็จในคืนก่อนวันแต่งนั่นเอง เอามาปันกันชมครับ

ชีวิตคู่ มันเป็นชีวิตของคน 2 คนที่มาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน มีบ้างที่อาจกระทบกระทั่งกัน แต่เดี๋ยวมันก็จะดีขึ้นเอง ต้องอาศัยความเข้าใจและอดทนครับ

คู่ของเราโชคดีครับ ที่ตลอดมาตั้งแต่คบกันยังไม่เคยทะเลาะกันเลย และการได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน มันก็ยิ่งทำให้ผมรักภรรยาผมมากขึ้นทุกๆวัน...

วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ความฝันเริ่มก่อตัว

หลังจากได้ตำราเล่มใหม่ ตามประสาหนอนหนังสือ ก็อยากจะขลุกอยู่กับหนังสือใหม่ทั้งวัน ก็เลยตะบี้ตะบันอ่านราวกับว่าจะไม่มีโอกาสได้อ่านอีกแล้ว เจอประโยคเด็ดโดนใจหลายประโยค เช่น

"ทางไปสู่เกียรติศักดิ์ จักประดับดอกไม้ หอมยวลชวนจิตไซร้ ไป่มี"

"เกิดมาต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน"

"...ด้วยหน้าที่ชีวิต รับผิดชอบ คือคำตอบที่รบอยู่ มิรู้สิ้น ความภูมิใจลึกล้ำดั่งอาจินต์.."

...อีกสารพัด วลีโดนใจ
แถมท้ายด้วยภาพของการสวนสนามของทหารรักษาพระองค์
ตอนนั้นอ่านแล้วเหมือนไฟลุกท่วมหัวเลยครับ เนื้อหาอย่างอื่นไม่สนแล้ว สนอย่างเดียวว่า ทำยังไงถึงจะได้เป็นนักเรียนเตรียมทหาร เพราะมโนภาพตอนนั้นนี่ดูยิ่งใหญ่และน่าภาคภูมิใจเหลือเกิน ตอนนั้นตั้งใจแน่แน่วว่า เรานี่ล่ะ! จะต้องเป็นนายทหารคนหนึ่งแห่งกองทัพไทยให้ได้...

ชีวิตคู่ กับ ตะเกียบ

ได้รับความปรารถนาดีจากเพื่อนคนหนึ่ง เป็นคำกล่าวเกี่ยวกับการใช้ชีวิตคู่ น่าเป็นคำอวยพรให้กับคู่รักทุกคู่ได้นะ
"การใช้ชีวิตคู่ ก็เปรียบเหมือนการจับตะเกียบ ถ้ามีข้างเดียว ก็คีบอาหารไม่ได้ แต่แม้จะมี 2 ข้าง ถ้าคีบแรงไป อาหารก็เละ หรือถ้าคีบเบาไป อาหารก็ร่วง ฉะนั้นต้องคีบให้พอดี (และพอใจ)
เช่นกันการชีวิตคู่ ที่ต้องให้อภัยซึ่งกันและกัน และคอยประคองกันไป การใช้ชีวิตคู่จะราบรื่น"

วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

พระราชดำรัส ร.๘


พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐบรามาธิบดินทร

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

คู่มือเป็นเหตุ

ทุกคนมีความทรงจำทั้งที่ดี และไม่ดี บางคนแม้จะผ่านแต่เรื่องที่เลวร้ายมา แต่ก็อาจจะเลือกจำแต่สิ่งดีๆ ในขณะที่บางคนเป็นคนโชคดีที่ได้เจอแต่เรื่องดีๆ แต่โชคร้ายที่เขากลับเลือกที่จะจำแต่สิ่งเลวร้ายที่ผ่านไปแล้ว ผมเองก็มีความทรงจำหนึ่ง ครั้งเมื่อตอนเป็นนักเรียน ม.ต้น ก่อนที่จะมุ่งมั่นตั้งใจเพื่อสอบเข้ามาเป็นนักเรียนเตรียมทหาร โดยหวังว่าประสบการณ์ในครานั้นอาจเป็นกำลังใจให้น้องๆอีกหลายคน
สมัยผมเรียน ม.๓ ชีวิตตอนนั้นก็เหมือนเด็กผู้ชายทั่วไปที่ยังคงไม่มีแนวทางที่ชัดเจนว่าอนาคตข้างหน้า เราอยากจะทำอะไร เป็นนักเรียนหัวปานกลาง แต่ด้วยความชอบอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ ก็เลยเข้าร้านหนังสือเป็นประจำ ช่วงนั้นปลายเทอมแล้ว ใกล้จบ จะต้องย้ายโรงเรียน ก็เริ่มมาคิดว่า ต้องเตรียมพร้อมแล้วนะ ไม่งั้นสอบแข่งขันกับเขาไม่ได้ เลยไปด้อมๆมองๆหนังสือคู่มืออยู่พักใหญ่ ไปสะดุดตากับคู่มือสอบเข้าเตรียมทหารของ Hi-ED เข้า สงสัยว่าไอ้เตรียมทหารมันคืออะไรหว่า แต่พอเปิดอ่านเนื้อหาข้างในเห็นมันเป็นเนื้อหา ม.ปลาย เราก็เข้าใจแบบเด็กๆว่า เออ!แค่นี้มันคงไม่เกินความสามารถหรอก ถ้าเรามีความรู้มากกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันสักระดับนึง เราต้องสอบเข้าม.ปลายได้แน่ๆ วันนั้นก็เลยกลับบ้านพร้อมคู่มือสอบเข้าเตรียมทหาร ๑ เล่ม พร้อมกับฝันหวานว่า จะได้เป็นนักเรียนในรร.มัธยมประจำจังหวัด โดยไม่คิดเลยว่า ตำราเล่มน้นล่ะ จะมาเป็นแรงบันดาลใจให้อยากเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารในเวลาต่อมา...

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

The Crippled Dog fights

ไม่สู้ก็อายหมา
Can't fight,Shame on you!

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

สังคมมด


มีใครเคยสังเกต หรือเรียนรู้ชีวิตความเป็นอยู่ของมดบ้างมั้ยครับ เขาบอกว่ามดเป็นสัตว์สังคมที่มีวินัยดีที่สุด จากภูมิความรู้ที่เคยเรียนมาสมัยประถม เขาบอกว่า สังคมมดจะมีการแบ่งชนชั้นและหน้าที่อย่างชัดเจน ได้แก่ มดพญา มดนางพญา มดทหาร และมดงาน
มดพญา(บรรพบุรุษ) ก็คือ มดตัวผู้ มีจำนวนน้อย มีหน้าที่ผสมพันธุ์ เพื่อให้เกิดมดรุ่นใหม่ๆ
มดนางพญา/มดราชินี(สถาบันหลัก) ก็คือ มดตัวเมียที่สามารถสืบพันธุ์ และวางไข่ได้ ในแต่ละรังก็จะมีมดนางพญาตัวเดียว
มดทหาร(ผู้รักษาอธิปไตยของชาติ) ก็คือ มดที่มีเขี้ยวใหญ่ๆ เป็นมดตัวเมียที่เป็นหมัน มีหน้าที่คุ้มภัยให้กับมดงาน และรัง(ชาติ)
มดงาน(บุคคลพลเรือน) ก็คือ มดตัวเมียที่เป็นหมัน มีขนาดเล็ก ทำงานธุรการต่างๆในอาณาจักรมด มีจำนวนมากที่สุด

ภายในมดกลุ่มๆหนึ่งจะมีราชินี ที่ทำหน้าที่วางไข่และมดงานที่เป็นตัวเต็มวัยจำนวนมากซึ่งรวมถึง ไข่ ตัวหนอน และดักแด้ มดงานเป็นมดที่มีมากที่สุดในแต่ละรัง โดยมีหน้าที่รับผิดชอบในการสร้างรังและดูแลรัง หาอาหาร ดูแลครอบครัวและราชินี และป้องกันรัง ราชินีและเพศผู้ที่มีปีกจะอยู่ในรังช่วงสั้นๆเท่านั้น ในเวลาต่อมาก็จะออกจากรังเพื่อผสมพันธุ์และสร้างรังใหม่ มดงานบางส่วนเท่านั้นที่ออกไปหาอาหาร เนื่องจากมีการแบ่งหน้าที่การทำงานอย่างชัดเจนภายในรัง บางกรณีหน้าที่ที่เจาะจงนั้นขึ้นอยู่กับอายุของมดงาน ตัวอย่างเช่น มดงานที่ออกจากดักแด้ใหม่ๆจะคงอยู่ภายในรังและดูแลไข่ ตัวหนอน และดักแด้ เมื่อมีอายุมากขึ้นมดงานก็จะเปลี่ยนกิจกรรมจากดูแลครอบครัวและเริ่มงานใหม่ในการสร้างรังและทางเดิน ในที่สุดมดงานก็จะเป็นผู้ออกไปหาอาหาร แต่มดงานบางตัวอาจดำเนินกิจกรรมที่เหมือนกันตลอดทั้งชีวิต หรือบางกรณีมดงานทั้งหมดอาจดำเนินกิจกรรมทั้งหมดภายในกลุ่ม

ชีวิตของมดโดยทั่วไปเริ่มด้วย ราชินี 1 ตัวจะบินออกจากรังที่เป็นบ้านอาศัยพร้อมด้วยราชินีและมดเพศผู้ตัวอื่นๆด้วยและจากรังอื่นๆในบริเวณใกล้เคียง ราชินีจะค้นหาที่สำหรับผสมพันธุ์ แล้วก็จะผสมพันธุ์กับมดเพศผู้ 1 ตัว หรือ 2-3 ตัวขณะยังคงบินอยู่ในอากาศแต่เป็นช่วงสั้นๆ หลังจากนั้นก็จะทิ้งตัวลงสู่พื้นดิน ราชินีจะค้นหาพื้นที่ทำรังที่เหมาะสม พื้นที่ราชินีค้นหานั้นแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดและสามารถมีขอบเขตตั้งแต่ยอดไม้จนถึงใต้ดิน ข่วงที่ราชินีค้นหาหรือขณะที่พบพื้นที่ที่เหมาะสมแล้วราชินีจะกัดปีกหรือสลัดปีกออกเนื่องจากไม่ ต้องการใช้แล้วจากนั้นราชินีจะห่อหุ้มตัวเองด้วยปลอกขนาดเล็กๆและวางไข่เป็นกลุ่มเล็กๆ ราชินียังคงอยู่ในรังกับครอบครัว

ขณะที่กำลังเจริญเติบโต ตัวหนอนที่กำลังเจริญเติบโตจะกินไข่ที่ไม่ได้ผสมซึ่งราชินีจะวางไข่โดยเฉพาะสำหรับเป็นอาหาร มดงานรุ่นที่ 1 มีขนาดเล็กกว่ามดงานรุ่นถัดๆมาเพราะว่าราชินีสามารถจัดเตรียมอาหารในปริมาณที่กำจัด เมื่อเปรียบเทียบกับการหาอาหารของมดงาน เมื่อมดงานเป็นตัวเต็มวัย ก็จะเริ่มออกจากรังและหาอาหาร โดยการจับเหยื่อกลับมาให้ราชินีและครอบครัวที่เพิ่มขึ้น กลุ่มมดพัฒนาขึ้น เพราะว่ามีมดงานตัวเต็มวัยมากขึ้น มดงานรุ่นใหม่ควบคุมดูแลครอบครัวรวมทั้งนำอาหารเพิ่มขึ้น ที่ระยะนี้ ราชินีจะลดกิจกรรมในการวางไข่และมดงานเข้ารับหน้าที่ทั้งหมดภายในรัง ราชินียังคงมีความจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตกลุ่มมดทั่วไป เพราะว่าราชินีจะควบคุมกิจกรรมของมดงานทั้งหมดในรังด้วยการส่งสารเคมี

ราชินีได้รับอาหารจำนวนมากหรือทั้งหมดจากมดงานที่หาอาหารได้โดยตรง ระหว่างที่หาอาหาร มดงานจะสะสมของเหลวซึ่งจะเก็บสะสมไว้ที่ส่วนบนของระบบย่อยอาหาร โดยไม่มีการยักยอกไว้ เมื่อกลับไปยังรัง มดงานเหล่านี้จะสำรองของเหลวที่สะสมไว้และผ่านเข้าไปยังมดงานตัวอื่นๆ

บางครั้งเมื่อมีภัยมารุกรานรังของมัน มดชุดแรกที่จะเข้ามาก็คือมดทหาร ตามด้วยมดงานเพื่อมาคุ้มภัยให้กับรังของมัน และเมื่อต้องเจออุปสรรคร่วมกัน เช่น เมื่อตกลงในน้ำ มดทุกตัวต่างก็จะลอยมารวมตัวกันอย่างอัตโนมัติเพื่อรักษากลุ่มให้อยู่รอด แม้บางครั้งจำต้องผ่านทางน้ำก็จะสามารถเห็นได้ว่า มดพร้อมที่จะจับตัวกันเป็นสะพานเพืื่อให้มดส่วนใหญ่ได้ข้ามไป

เราลองสังเกตพฤติกรรมของมด แล้วเปรียบเทียบกับพฤติกรรมมนุษย์ดูสิครับ ทั้งมด และคน ต่างก็เป็นสัตว์สังคมชั้นสูง เพราะมีอารยธรรม ถ้ามดมันมีเทคโนโลยีเหมือนคน ป่านนี้มันคงครองโลกไปแล้ว

ในมุมกลับกันถ้าหากทุกคนในชาติ ได้เรียนรู้และเอาอย่างอารยธรรมของมด ทั้งในด้านความมีวินัยสูง ควาซื่อตรงต่อหน้าที่ ความสมานสามัคคี และการไม่ก้าวก่ายในหน้าที่ของกันและกัน สังคมมนุษย์จะมีความเป็นปึกแผ่นขนาดไหน

มีปราชญ์คนนึงเคยกล่าวไว้ในอดีตกาล ว่า "ที่สังคมมนุษย์วุ่นวาย เพราะเราทำหน้าที่ของเราไม่สมบูรณ์ และที่ยิ่งกว่านั้นเรายังไปก้าวก่ายในหน้าที่ของคนอื่นอีกด้วย" ถ้าเราสามารถทำตามหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ และไม่ก้าวก่ายในหน้าที่ของคนอื่น เราก็คงอยู่ร่วมได้อย่างสงบ

เรื่องใหญ่บางเรื่อง ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เสมอไป

ตอนนี้อากาศที่สงขลานี่ร้อนอบอ้าวมากครับ ฝนตกทุกวัน ด้วยความที่ยังไม่เคยชินกับฤดูกาลที่นี่ พอโทรไปคุยกับทางบ้าน ก็มักจะถามเขาว่า"ที่บ้านฝนตกป่าว?" แล้วผมก็มักจะได้รับคำตอบว่า "นี่มันเข้าหน้าหนาวแล้วนะ ต๊องป่ะเนี่ย" ถึงมานึกได้เป็นคราวๆว่า เออ!ที่นี่ภาคใต้มันมีแต่หน้าร้อนกับหน้าฝนตามวิชาภูมิศาสตร์ที่เคยเรียนมา
ตัวชี้วัดความเป็นผู้นำทางทหาร มีอยู่ 4 ข้อได้แก่ 1.ขวัญ 2.วินัย 3.ความรักหมู่คณะ 4.ประสิทธิภาพ
กลับจากพักคราวนี้มาถึงพอดีในวันลอยกระทง มีอันต้องผิดหวังเล็กน้อยกับลูกชุดผม เพราะขาดหายไปโดยไม่บอกกล่าวถึง 2 คน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่ก็ทำให้ผมต้องนึกถึงตัวชี้วัดความเป็นผู้นำทางทหาร เพื่อพิจารณาตัวเอง ผมบกพร่องที่ไม่สามารถสร้างสำนึกในความเห็นแก่หมู่คณะมากกว่าประโยชน์ส่วนตัวให้แก่ทหารได้ ทหารผมขาดด้วยเหตุผลง่ายๆแค่อยากจะอยู่เที่ยวงานลอยกระทง ไร้สาระสิ้นดี!
และเคยมีผู้กล่าวไว้ว่า "คนที่สร้างคุณประโยชน์ได้ดีที่สุด ก็คือคนที่สามารถทำตามหน้าที่ของตนได้อย่างครบถ้วน สมบูรณ์ที่สุดนั้นเอง"

ตอนนั้นรู้สึกเหมือนมันเป็นเรื่องใหญ่มาก แต่พอได้สติ มีเวลาให้คิด มันก็รู้ได้ว่า เรื่องแค่นี้มันเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว มีเรื่องใหญ่กว่านี้ให้คิดอีกหลายเรื่อง ผมภูมิใจนะที่ได้มาทำงานให้หน่วย การออกราชการสนามทำให้ผมได้ประสบการณ์หลายอย่างที่ในหน่วยไม่สามารถให้ผมได้ ผมภูมิใจที่ได้ผ่านการเป็น จปร. ที่นั่นสอนให้ผมได้มาเป็นผู้นำคน ที่นั่นให้โอกาสที่ดีที่สุดแก่ผม และผมก็มั่นใจว่าผมคิดถูกที่มาเป็นทหาร ชีวิตการเป็นทหารของผมแม้จะเริ่มต้นได้ไม่นาน แต่สักวันผมจะต้องเป็นนายทหารที่สามารถสร้างคุณประโยชน์ให้แก่กองทัพ และสถาบันหลักของชาติอย่างอเนกอนันต์ให้ได้

วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

The Frog and the Ox



"Oh Father," said a little Frog to the big one sitting by the side of a pool, "I have seen such a terrible monster! It was big as a mountain, with horns on its head, and a long tail, and it had hoofs divided in two."
"Tush, child, tush," said the old Frog, "that was only Farmer White's Ox. It isn't so big either; he may be a little bit taller than I, but I could easily make myself quite as broad; just you see."
So he blew himself out, and blew himself out, and blew himself out.
"Was he as big as that?" he asked.
"Oh, much bigger than that," said the young Frog.
Again the old one blew himself out and asked the young one if the Ox was as big as that.
"Bigger, Father, bigger," was the reply.
So the Frog took a deep breath, and blew and blew and blew, and swelled and swelled. And then he said, "I'm sure the Ox is not as big as this." But at that moment he burst.
Moral:
Self-conceit may lead to self-destruction.

วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2551

The Bundle of Sticks


A father had a family of sons who were perpetually quarreling among themselves. When he failed to heal their disputes by his exhortations, he determined to give them a practical illustration of the evils of disunion; and for this purpose he one day told them to bring him a bundle of sticks.

When they had done so, he placed the bundle into the hands of each of them in succession, and ordered them to break it in pieces. They tried with all their strength, and were not able to do it.
He next opened the bundle, took the sticks separately, one by one, and again put them into his sons' hands, upon which they broke them easily.

He then addressed them in these words: "My sons, if you are of one mind, and unite to assist each other, you will be as this bundle, uninjured by all the attempts of your enemies; but if you are divided among yourselves, you will be broken as easily as these sticks."

Moral:
Union gives strength.

ร่วมทอดกฐินสามัคคี

สวัสดีครับ ห้วงหลังออกพรรษานี้ หลายๆท่านคงอิ่มบุญกันถ้วนหน้า เพราะเป็นปกติของท้องถิ่นบ้านเราที่เมื่อถึงวันออกพรรษาก็จะต้องมีการทอดกฐินสามัคคี ผมในฐานะเจ้าหน้าที่คนนึงที่ลงทำงานกับประชาชนในพื้นที่ ก็ได้รับเกียรติให้เป็นกรรมการ ได้รับซองมาเกือบครบกันทุกวัด เกือบครบกันทุกสำนักสงฆ์ ตอนแรกตั้งใจว่าจะทำบุญด้วยจิตศรัทธาครับ แต่พอหลายซอง ก็ต้องแบ่งศรัทธาไปให้ทั่วถึงกัน ไม่งั้นจะกลายเป็นทำบาปให้กับตัวเองครับ
เคยมีคนสอนผมครับว่าหาก เราทำบุญ ให้ตั้งจิตอธิษฐานด้วย แต่การอธิษฐานให้กับตัวเองนั้นอย่าขออะไรนอกจากปัญญา และการให้ได้พบทางแห่งพระนิพพาน อันเป็นที่สินไปแห่งกิเลส
ผมอธิษฐานทุกครั้งครับ แต่ใจมันก็คิดอย่างนั้นจริงๆไม่ได้สักที นี่ล่ะมั้งครับที่เขาเรียกว่า "บาปหนา"
บุญรักษาทุกท่านครับ

วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2551

The Ant and the Grasshopper

In a field one summer's day a Grasshopper was hopping about, chirping and singing to its heart's content. An Ant passed by, bearing along with great toil an ear of corn he was taking to the nest.
"Why not come and chat with me," said the Grasshopper, "instead of toiling and moiling in that way?"
"I am helping to lay up food for the winter," said the Ant, "and recommend you to do the same."
"Why bother about winter?" said the Grasshopper; we have got plenty of food at present." But the Ant went on its way and continued its toil.
When the winter came the Grasshopper found itself dying of hunger, while it saw the ants distributing, every day, corn and grain from the stores they had collected in the summer.
Then the Grasshopper knew...
It is best to prepare for the days of necessity.

วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2551

The Lion and The Little mouse

The Lion and The Mouse
Easop's fable
One day a mouse was playing in the forest and a lion caught it and said,"I shall eat you up""Don't eat me up!"said the mouse."Some day I will help you.""Oh ho!"laughed the lion."How can you help me?I'm large lion and you are a small mouse."But the lion was not hungry and he did not eat the mouse.The next day a hunter came,and put a large net in the forest to catch the lion.That night the lion walked in the forest and was caught in the net."I can't get away!"he said."I am caught in a net.Help!Help!"The mouse came and saw the lion in the net."I'll save you"he said.He bit the net a hundred times,and the lion got away.The lion said"Thank you,mouse.I'm a large lion and you are a small mouse,but you have helped me.""You did not eat me yesterday,and I have saved you from the hunter today,"said the mouse.They laughed,and went away together into the forest.
Morals:
Don't look down on the weak;even a mouse may be of service to a lion.

วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2551

Lak Phra

ภาพงานวันลากพระครับ บางที่ก็เรียก ชักพระ แต่ก็คืองานแบบเดียวกันนั่นล่ะครับ ทำกันหลังวันออกพรรษา ตั้งใจว่าจะนำรูปมาลงให้ดูมากกว่านี้ครับแต่เน็ตช้าเหลือเกิน ก็พอที่มีเวลาแล้วกันครับ
เรือที่อำเภอส่งเข้าประกวดได้ลำดับที่๓ ของจังหวัดครับ


บรรยากาศทั่วๆไปของเรือที่ส่งเข้าประกวดในอำเภอ



ชาวบ้านมาดูเรือที่เข้าประกวด

วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2551

Trick or Treat!


ใกล้ฮาโลวีนแล้วสินะครับ แต่คนไทยเราคงไม่ค่อยสนุกกับมันเท่าไร ลำพังปัญหาบ้านเมืองก็หมดอารมณ์จะสนุกแล้วครับ แต่สำหรับผู้ที่ยิ้มได้ มีความสุขแบบพอเพียงนั่นก็เป็นเรื่องที่ดีสุดๆเลยล่ะครับ สิ้นเดือนนี้ก็เข้าห้วงผลัดพักผมบ้างแล้ว ตั้งใจไว้ว่าจะพาพ่อแม่ไปทานข้าวด้วยกันหน่อยครับ นานๆจะได้อยู่บ้านสักที เมื่อหลายปีที่แล้ว สมัยเป็นนักเรียนนายร้อย เคยไปเที่ยวกับเพื่อนพอดีช่วงฮาโลวีน ก็เห็นร้านเขาแต่งเป็นบ้านผีสิงตามเทศกาล ก็ดูแปลกตาดีครับ น้องๆที่คอยมาบริการก็จะแต่งตัวเป็นผีดูดเลือดบ้าง ใส่ชุดที่สกรีนสีเรืองแสงเป็นรูปลำไส้บ้าง บางร้านก็มีเมนูแปลกๆมา ที่เห็นชื่อโหดๆชวนอาเจียน แต่ผมก็ว่ามันเป็นสีสันและเป็นความคิดที่น่าสนใจดีครับ ตั้งแต่จบมาก็แทบไม่มีโอกาสได้เที่ยวอีก ไม่รู้ป่านนี้เขาก้าวไปถึงไหนกันแล้ว
สำหรับผู้ที่มีความทุกข์ ก็ขอให้มีความสุข สำหรับผู้ที่มีความสุขอยู่แล้วก็ขอให้มีความสุขยิ่งๆขึ้นครับและก็อย่าลืมแบ่งปันความสุขให้คนรอบข้างด้วยนะครับ แต่อย่าให้มีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นแล้วกัน

วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2551

I would like to make good skill in English conversation.


"Hello!Let me introduce myself,my name is Ton(ต้น)"

สวัสดีครับ ตอนนี้ผมกำลังมีไฟที่อยากจะพัฒนาทักษะการพูดสนทนาภาษาอังกฤษ ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในด้านอื่นๆ ผมเองก็เป็นคนไทยคนนึงครับที่อยากเก่งภาษาอังกฤษ แต่ก็ไม่สามารถฝึกจนเก่งได้กับเขาเสียที จนวันนึงได้ไปอ่านหนังสือ"DIY-Mind Map การฝึกสนทนาภาษาอังกฤษจากจิตใต้สำนึก" ก็เลยเกิดไฟท่วมหัว ตั้งใจว่าสักวันจะต้องเก่งภาษาอังกฤษกับเขาให้ได้ ในหนังสือบอกอะไรไว้เอามาลองหมด หลังจากตอนนั้นถึงตอนนี้ ก็ยาวนานมา3เดือนแล้วครับ ก็รู้สึกว่าทักษะด้านภาษาพัฒนาขึ้นมาในความรู้สึก จนตอนนี้อยากจะไปฝึกพูดกับฝรั่งแล้วครับ อยากรู้ว่าที่เราฝึกมาเนี่ยจะคุยกับเขารู้เรื่องมั้ย ไว้มีโอกาสผมจะลองดูครับ เพราะมีโอกาสดีที่ว่าพื้นที่ที่ผมปฏิบัติงานอยู่นนี้มีhome stayอยู่ด้วย มีชาวต่างชาติอยู่หลายคนครับ ก็หวังไว้ครับว่าเราจะคุยกับเขารู้เรื่อง

สำหรับผู้ที่ร่วมอุดมการณ์เดียวกัน ผมก็ขอเป็นกำลังใจให้ครับ สักวัน"เราจะต้องเก่งภาษาอังกฤษให้ได้"

วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2551

งานประเพณีลากพระ

สวัสดีครับ นี่ก็ออกพรรษากันแล้วนะครับ ยินดีด้วยครับสำหรับผู้ที่งดเหล้าเข้าพรรษาได้สำเร็จ สำหรับผู้ที่ใจอ่อนไปบ้างก็ไม่เป็นไรครับ ถือว่ายังมีเจตนาดีและมีความตั้งใจที่จะงดเหล้าเข้าพรรษาที่ผ่านมา
วันนี้ที่สงขลามีประเพณีลากพระครับ สำหรับในท้องถิ่นผมก็มีโอกาสได้ไปร่วมลากพระกับชาวบ้านเช่นกัน เป็นครั้งแรกครับที่รู้จักประเพณีนี้ ไม่รู้ว่ามีที่ไหนบ้าง ไว้เดี๋ยวผมจะนำรูปมาลงให้ดูครับ ขอให้อิ่มบุญกันถ้วนทั่วทุกๆคนครับ

ทดสอบร่างกายประจำสัปดาห์

วันนี้เป็นวันทดสอบร่างกายประจำสัปดาห์ครับ ไม่ได้ใช้กำลังกายอย่างเต็มที่แบบนี้มาหลายวัน การออกกำลังกายเป็นเรื่องดีครับ และก็น่าสนับสนุน อย่างพวกผมนี่เป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้เลย เพราะการเป็นทหาร เป็นอาชีพที่เราต้องมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ หลายคนเคยบอกผมว่า "จะต้องฟิตอะไรนักหนา วันๆไม่เห็นทหารทำอะไร" ผมก็เลยย้อนถามกลับไปว่า"สิ่งที่ทหารทำ ทุกคนจำเป็นจะต้องรู้เห็นด้วยเหรอ" มีงานมากมายที่ทหารเราทำแต่น้อยคนที่จะรู้เห็น เพราะมันคือหน้าที่ ทหารที่มีโอกาสสร้างคุณความดี ผมเข้าใจว่าส่วนใหญ่ไม่ได้คิดอยากเอาดีเข้าตัว แต่เราทำเพื่อชาติบ้านเมือง ฉะนั้นถ้าสิ่งที่พวกเราทำแล้วมันดีจริง คุณความดีนั้นมันจะป่าวประกาศถึงสิ่งที่พวกเราทำเองโดยไม่ต้องใช้การประชาสัมพันธ์
เมื่อวานเป็นโอกาสดีครับที่ผมและเพื่อนร่วมทีมได้รับเชิญไปร่วมเลี้ยงสังสรรค์แบบชาวบ้านกับพี่น้องที่เข้ารับการฝึก รพท.รุ่นที่๑ ได้เห็นถึงความตื่นตัวของคนในท้องถิ่นที่อยากจะร่วมกันพัฒนา และดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่แผ่นดินเกิดของเขา ตอนนี้ผลจากการฝึกในเดือนที่ผ่านมานั้นเริ่มแสดงให้เห็นแล้วว่ามันสัมฤทธิ์ผลจนเป็นที่น่าชื่นใจและแสดงให้เห็นว่าเราเริ่มได้ถูกทาง และเราก็จะร่วมกันพัฒนาต่อไปอย่างต่อเนื่องครับ ยามทำงานพวกเราเหนื่อยบ้าง ง่วงบ้าง แต่สิ่งที่ทำให้เราภาคภูมิใจจนหายเหนื่อยหายเพลียก็คือรอยยิ้มที่เป็นมิตร และน้ำใจที่เราได้รับจากพี่น้องประชาชนครับ
เมื่อผมรู้ว่าการทำงานของผมมีคุณค่า การมีจิตใจที่แจ่มใสและกำลังกายที่สมบูรณ์จึงคุ้มค่าที่จะทำให้เราสามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้ต่อไป

วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2551

สงสารคนไทยด้วยกัน


ดูข่าวการปะทะกันระหว่างกลุ่มพันธมิตร กับตำรวจชุดสลายฝูงชนแล้วก็น่าเห็นใจกันทั้งสองฝ่ายนะครับ ผมในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐคนนึงก็เข้าใจถึงการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายตำรวจ และในฐานะที่เป็นคนไทยก็รู้สึกเห็นใจกับพี่น้องประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากการสลายฝูงชนของรัฐ ผมเข้าใจว่าเราคนไทยด้วยกันคงไม่มีใครหรอกครับที่อยากทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น มองได้หลายนัย ขอเราได้ใช้สติพิจารณาไตร่ตรองกันให้ดีก่อนที่เราจะทำอะไรลงไป อย่าได้เพียงหลงตามกระแสที่มีการปลุกระดม โดยยังไม่ทันได้นึกให้ดีก่อนว่านั่นคือสิ่งที่เราต้องการจริงๆหรือไม่ เราต่างก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีสติปัญญา ฉะนั้นไม่มีใครหรอกครับที่จะมาพาเราไปได้ง่ายๆ ผมเห็นด้วยครับกับการที่เราใช้สิทธิเสรีภาพของเราในการแสดงออกทางการเมือง แต่นั่นมันก็ควรจะอยู่บนพื้นฐานของความสงบ โดยไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อสังคมส่วนรวม
ตอนนี้ผม และชุดปฏิบัติการของผมต่างก็ทำงานเพื่อแผ่นดินเกิด เรารักประเทศไทยครับ และเห็นประเทศไทยบอบช้ำมามากแล้ว ผมอยากเห็นชาติบ้านเมืองเรามีความสงบ อยากให้เราใช้สติปัญญาช่วยกันพัฒนาชาติ อย่าได้หลงไปตามกระแสสังคม แต่ให้มันเป็นไปด้วยสติปัญญาของเรา

วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2551

The Beginning


แม้ผมจะมีบล็อกของตัวเองมานานนับปี แต่ก็ไม่เคยได้ทำอะไรให้เป็นรูปธรรมเลย แค่เคยคิดอยากเรียนรู้วิธีการทำเว็บ แต่ใจก็คิดว่ามันคงซับซ้อนไป ก็มีผู้ชี้ทางให้รู้จักกับ web-log ผนวกกับช่วงนั้นได้อ่านหนังสือ Google make me rich เข้าพอดี เขาสอนวิธีการทำธุรกิจผ่านอินเตอร์เน็ต ที่ว่าสามารถสร้างรายได้ได้มหาศาล ด้วยความอยากรวยครับ ตอนนั้นเหมือนไฟลุกท่วมหัวเลย ตั้งใจว่าต้องมีบล็อกของตัวเองให้ได้ ก็เลยกำเนิดบล็อกนี้ขึ้นมา ในเวลาไม่กี่นาที ด้วยความที่ไม่มีความรู้ความสามารถด้านนี้เท่าไร ก็เลยงมโข่งอยู่นาน จนในที่สุดก็ทำเงินครั้งแรกได้จาก CJ.com ดีใจมากครับและก็ยังไม่เคยได้อีกเลยจนวันนี้ เหตุผลง่ายๆครับคือ วิธีที่เขาว่าไว้เขาไม่ได้โม้หรอกครับ แต่เราไม่มีเวลามาทุ่มเทกับมัน (บทเรียนนึงสำหรับผู้ที่ทำอะไรไม่เคยสำเร็จ คุณต้องลองถามตัวเองก่อนครับว่าคุณทุ่มเทกับมันแค่ไหน) ก็เป็นอันต้องพักเรื่องนั้นไว้ก่อน เพราะภารกิจมีมากมาย สุดท้ายมันก็เลยมาเป็นบล็อกที่เห็นอย่างทุกวันนี้ล่ะครับ ไม่รู้วันๆนึงมีคนเข้ามาอ่านบล็อกของผมบ้างรึเปล่า แต่ผมก็อยากร่วมถ่ายทอดความคิดส่วนนึงของผมผ่านโลกไซเบอร์แห่งนี้ ที่ๆใครก็สามารถเข้ามาถึงได้ ด้วยหวังว่าความคิดส่วนนึงของผมในแต่ละวัน อาจจะมีค่ากับใครบางคนอยู่ก็ได้ครับ

Season Change

เวียนไปครบรอบอีก ๑ ปี สำหรับกำลังพลชุดที่ลงไปปฏิบัติหน้าที่ถวายความปลอดภัย พระตำหนักทักษิณฯ คงได้มีใครหลายคนยิ้มออกที่จะได้กลับบ้านไปหาครอบครัว หลายคนก็สมัครใจที่จะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปด้วยความภาคภูมิใจ หลายคนก็สมควรที่จะได้กลับมาพักบ้าง เพื่อที่จะได้ให้กำลังชุดใหม่ที่อย่างจะไปปฏิบัติหน้าที่ได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันบ้าง ในโอกาสนี้ ผมก็หวังไว้ว่าคนหนุ่มๆที่ได้มีโอกาสผ่านงานในพื้นที่ จชต.นี้แล้ว จะได้นำประสบการณ์การทำงานไปช่วยพัฒนาหน่วยต่อไป ส่วนคนแก่ๆเก๋าๆแม้จะสร้างคุณประโยชน์ให้ชาติบ้านเมืองมามาก ถ้ายังไม่หมดไฟเสียก่อน ผมก็หวังว่าเขาจะได้นำความเก๋านั้นไปสร้างเด็กรุ่นน้องให้เป็นยอดฝีมือต่อไป

วันนี้รวยๆ

สวัสดีครับ วันนี้วันหวยออก ไม่รู้ว่ามีใครถูกหวยมั่งป่าว พูดถึงหวยนี่มันเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยนะครับในสังคมไทยเรา โดยเฉพาะชนชั้นรากหญ้า ก็มันเป็นความหวังนึง ที่คนซื้อต่างก็หวังว่าจะได้รวยกับเขาบ้างสักวัน ไม่งั้นคำว่า”พรุ่งนี้รวยๆ”ก็คงไม่มีให้เห็นกันเกร่อทั่วไป การขายความฝันให้กับคนจนๆนี่ดูๆไปก็สร้างรายได้ให้ไม่น้อยนะครับ ถ้าพูดถึงเฉพาะสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่เขาว่ากันว่ากำไรจากการจำหน่ายสลากนี่ สามารถนำไปช่วยพัฒนาชาติไทยได้มหาศาล ก็น่าชื่นชมคนที่ซื้อสลากเหล่านั้นนะครับ ในฐานะที่เขาได้ร่วมพัฒนาชาติไทย แม้ว่าเขาจะเป็นคนจน ด้อยโอกาส ก็ตาม ก็ไม่รู้ว่าเขาจะรู้บ้างหรือเปล่าว่าเงินของเขาอาจเป็นทุนการศึกษาให้กับใครสักคนที่จะเติบโตมาเป็นคนที่มีคุณภาพของชาติในอนาคต (หรืออาจจะทำลายชาติก็ได้ เพราะที่เห็นก็มักมีแต่คนฉลาด ที่เห็นแก่ตัว ที่คอยทำให้ชาติล่มจม)
ผมถูกสอนมาอยู่เสมอว่า การที่ผมมาเป็นอย่างนี้ได้ ก็ด้วยเงินภาษีจากประชาชน ฉะนั้นเมื่อผมเติบโตมา และอยู่ได้ด้วยภาษีของประชาชน ผมก็ควรที่จะต้องทำหน้าที่เพื่อ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน เคยได้ยินว่า”อุดมการณ์ มันกินไม่ได้” แต่อย่างน้อยความมีอุดมการณ์ก็ไม่ได้ทำให้ผมและครอบครัวอดตาย แต่สามารถอยู่ได้อย่างพอเพียง แถมมีความภาคภูมิที่ได้ทำหน้าที่เพื่อแทนคุณแผ่นดิน
บ้านเมืองเราบอบช้ำมามาก ถ้าหากเราสามัคคี และร่วมกันทำเพื่อชาติ เพื่อในหลวงที่รักยิ่งของเรา บ้านเมืองเราจะเข้มแข็งไม่แพ้ชาติใดในโลก

วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2551

ครบรอบร้อยวัน "หมวดตี้"

ดูข่าวเมื่อวาน เขาว่าครบรอบวันตาย ๑๐๐วันของวีรบุรุษท่านนึงของแผ่นดินไทยแล้ว คนที่เรารู้จักกันในนามว่า “หมวดตี้” ไม่นึกเลยว่านับจากวันที่เพื่อนผมตายไปจะผ่านไปเร็วขนาดนี้ “หมวดตี้”เป็นอดีตเพื่อนร่วมตอนกับผมตอนเราเป็นนักเรียนเตรียมทหารด้วยกัน เรามักเรียกเขาว่า”คิตตี้”เสมอ ซึ่งมีที่มาจากชื่อ”กฤตติกุล” เขาเป็นคนนึงที่เพื่อนๆทั้งตอนรักเขา อาจเพราะเขามีเสน่ห์ที่รอยยิ้มและอารมณ์ขันมั้ง และเขาก็มีอุดมการณ์อย่างแรงกล้าด้วย ผมยอมรับว่าอุดมการณ์ของผมคงไม่สู้เพื่อนคนนี้ แต่เราก็ทำในหน้าที่เดียวกัน เพื่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน เมื่อวานแม่ผมโทรมาบอกว่า เห็นข่าว”หมวดตี้” แล้วก็นึกเป็นห่วง โทรมาหาผมด้วยความห่วงใย นี่ล่ะหนาหัวอกคนเป็นแม่ การเป็นทหารเป็นความภาคภูมิใจ ที่เราได้สละตัวมาทำงานเพื่อชาติ แต่การต้องทำงานไกลบ้าน มันก็เป็นธรรมดาที่คนข้างหลังจะคอยเป็นห่วง สำหรับทุกคนที่ได้มีโอกาสอยู่กับพ่อ แม่ ได้อยู่กับคนที่รัก พวกคุณมีโอกาสจะได้ทำอะไรดีๆต่อเขามากกว่าผมมากมายนัก ผมขอให้คุณได้ใช้โอกาสนั้นในการตอบแทนคุณท่าน ดูแลท่าน ดูแลคนที่คุณรัก อย่ารอจนสายเกินไป
“Live as if you were to die tomorrow ,Learn as if you were to live forever”
“จงใช้ชีวิตให้เหมือนกับว่าชีวิตจะจบสิ้นในวันพรุ่งนี้ แต่จงเรียนรู้เหมือนกับว่าเราจะอยู่จนชั่วนิรันดร์”
มหาตมะ คานธี

วันสิ้นเดือน วันที่ใครหลายๆคนยิ้มออก

สวัสดีครับ วันนี้ก็สิ้นเดือนอีกแล้ว คงเป็นวันที่ใครหลายๆคนยิ้มออก เพราะเงินเดือนเข้า ส่วนตัวผมจะเข้าไม่เข้าก็ยังไม่เดือดร้อนหรอก เพราะทำงานอยู่ที่นี่ไม่ค่อยได้มีโอกาสใช้เงินสักเท่าไร นั่นล่ะครับ ข้อดีอย่างนึงของคนที่ออกสนาม เพราะกลับบ้านทีก็มีเงินเหลือเก็บ ถ้าไม่ได้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่นานก็มีเงินก้อนแล้วล่ะครับ
น่าแปลกอย่างนึงที่ว่า คนยิ่งมีเงินมาก มักยิ่งมีโอกาสเป็นหนี้สูง เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมา กลับบ้านทีนึงต้องเห็นทหารบางคนมีโทรศัพท์ใหม่กลับมา หรือไม่ก็มีอะไรแปลกกลับมาให้เห็นเสมอ แต่นั่นก็คงเป็นเรื่องธรรมดา ผมถือว่าเขาให้รางวัลกับตัวเองที่ได้ทำงานหนักมาทุกวัน แต่ที่เห็นยิ่งกว่านั้นคือ บางคนจบยุทธการไปมีเงินเก็บหลายหมื่น บางคนอาจมีเกือบแสน ก็เลยเอาไปดาวน์รถบ้าง แล้วก็ต้องมาดิ้นรนกันต่อไปเพื่อหาเงินมาผ่อนงวดรถ ดูแล้วไม่ค่อยเห็นเขามีความสุขกันเท่าไรเลย
มันทำให้ผมนึกถึงคำว่า”พอเพียง” คำๆนี้มีมานานแล้ว แต่เรากลับหาคนที่เข้าใจมันจริงๆได้น้อยเหลือเกิน ถ้าหากคนไทยนึกถึงพระบรมราโชวาทของในหลวง แล้วน้อมนำไปปฏิบัติอย่างผู้ที่มีความเข้าใจ ผมว่าบ้านเมืองเราจะมั่นคงและมั่งคั่งกว่านี้ และข้าราชการ ชาวบ้าน ตาสีตาสาที่มีรายได้น้อยๆก็คงจะมีรอยยิ้มและมีชีวิตที่สมบูรณ์พูนสุขขึ้นอีกมากมาย

วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2551

พี่สอนมา

สวัสดีครับ ผมไม่ได้มาอัพบล็อกซะหลายวันเลย วันนี้มีโอกาสขอซะหน่อย วันนี้มีโอกาสดีครับที่ได้เดินสายทำบุญถวายสังฆทานตามวัดรอบๆพื้นที่ร่วมกับ พี่หม่อง และเพื่อนๆร่วมงานที่มารับใช้ชาติอยู่ ณ ที่นี้ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจต่อการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเรา เป้าหมายคือให้ได้ครบทั้ง ๙ วัด และ ๓ สำนักสงฆ์ครับ วันนี้ได้มีโอกาสฟังคำสอนดีๆจากพี่หม่องระหว่างนั่งรถ พี่เขาสอนว่า
"สิ่งที่พวกเราทำนั้นมันมีทั้งที่ลูกน้องเราเห็น และไม่เห็น สิ่งที่เขาเห็นไม่ว่าเขาจะว่าอย่างไร เมื่อมันเป็นภารกิจที่ได้รับ มันก็จำเป็นต้องทำ แต่เมื่อเราใช้งานเขาแล้ว สิ่งสำคัญที่เขามักมองกันไม่เห็นแต่เราจะต้องไม่ละเลย ก็คือการดูแลเขา เขาเป็นผู้ที่ทุ่มเทแรงกาย แรงใจช่วยภารกิจของหน่วยเราให้สำเร็จแล้ว ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องดูแลเขาให้ได้ตามกำลังของเรา เพื่อให้ภารกิจของหน่วยเราสำเร็จได้ผลสูงสุด"

วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2551

ปิดการฝึกรพท.รุ่นที่ 1 แล้วด้วยดีครับ

การฝึกราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์หมู่บ้านและทรัพยากร รุ่นที่ ๑ อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา ก็จบลงแล้วด้วยความซาบซึ้งใจครับ ขอชมว่ารพท.ชุดนี้ีมีวามอดทนสูงมากๆครับและก็มีความตั้งใจเข้ามารับการฝึกจริงๆ ก่อนปิดการฝึก รพท.ทุกคนได้ปฏิญาณตนแล้วว่าจะนำสิ่งที่ได้รับจากการฝึกไปสร้างความดีเพื่อสังคม ประเทศชาติ และในหลวงของเรา แล้ววพวกเราล่ะ อยากทำอะไรเพื่อทดแทนแผ่นดินของเราบ้าง

ฝึก รพท.รุ่น๑ ใกล้จบแล้ว

สวัสดีครับ แทบไม่มีเวลามาอัพเดตบล็อกเลยตั้งแต่กลับจากประจวบ ตอนนี้ยุ่งมากกับการฝึกราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์หมู่บ้านและทรัพยากร รุ่ที่ ๑ คืนนี้มีกิจกรรมเล่นรอบกองไฟเพื่อเสริมสร้างความสามัคคี มีเรื่องวุ่นวายหลายเรื่องเลยครับ แต่สุดท้ายก็ผานไปด้วยดี ที่น่าตื่นตามาก คือคืนนี้มีพระจันทร์ทรงกลดด้วยครับ ถือว่าเป็นนิมิตรหมายอันดี เกิดมาผมก็เพิ่งเคยเห็นที่นี่ล่ะ ชาวบ้านที่นี่น่ารักครับ มีความตั้งใจในการฝึก และก็ให้ความร่วมมืออย่างดี อยากเห็นคนไทยทั้งประเทศมีความสามัคคีกันได้อย่างนี้จัง

วันเสาร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2551

นานาสาระ จากFW mail

วันเวลาที่ผ่านมา ชั่วระยะเวลาหนึ่งของชีวิต ผู้คนมากมายผ่านเข้ามา บางคนผ่านมาเพียงเพื่อจะผ่านไป .................. แต่บางคนกลับไม่เป็นเช่นนั้น... จากคนแปลกหน้า กลายเป็นคนรู้จัก คนคุ้นเคย ล่วงเลย ไปถึงกลายเป็นคนรักกัน เวลาเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน สถานภาพทางความรู้สึกของเราก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย .................. บางคนยังคงความเป็นคนแปลกหน้า ยังรักษาระยะห่างของการเป็นคนรู้จัก คนคุ้นเคย หรือ คนรักกันไว้ได้อย่างคงที่... .................. บางคน เปลี่ยนแปลงจากคนแปลกหน้า กลายเป็นคนคุ้นเคย... ................... จากคนเคยคุ้น กลายมาเป็น คนรักกัน .. ทำลายระยะห่างของความรู้สึกให้สั้นลงอย่างรู้สึกได้ ... และเมื่อนั้น เรื่องราวดี ๆ สวยงามทางความรู้สึกจึงเกิดขึ้น .. .................... แต่ในทางกลับกัน.. ระยะห่างของบางคน อาจห่างไกลออกไปจนสุดหูสุดตา จากคนเคยรัก คนเคยคุ้น กลายเป็นแค่คนเคยรู้จัก .. กลายเป็นคนแปลกหน้าทางความรู้สึกไป .. ...................... แน่นอนว่า ระยะห่างของคนรู้จัก กับ คนรัก ย่อมไม่เท่ากันเป็นแน่ .. แต่นั่นแหละ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ.. ฉันเชื่อในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของเวลา พอ ๆ กับเชื่อในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของความรู้สึก.. .................... ไม่มีมาตราวัดใด ๆ ที่จะใช้วัดระยะห่างของความรู้สึกได้ และระยะห่างในแต่ละสถานภาพทางความรู้สึกในแต่ละคนก็คงจะไม่เท่ากัน.. เราระบุชัดไม่ได้ว่า 1 เท่ากับ 1 ในความรู้สึกของอีกคน 1 ในความรู้สึกของคนหนึ่ง อาจจะเป็น 100 ในความรู้สึกของอีกคนก็เป็นได้ .. และในเมื่อการคบหากันเป็นปฏิสัมพันธ์ของคนสองคน เราจึงมองเห็นความไม่ลงตัว เห็นระยะห่างที่ไม่เท่ากันของคนสองคนได้เสมอ.. .................... กับคนบางคน เราอยากเป็นมากกว่าคนรู้จัก เราก็จะพยายามที่จะทำให้ระยะห่างของเรามันสั้นลง กับคนบางคน เราอยากเป็นน้อยกว่าที่เป็นอยู่ เราก็จะพยายามที่จะทำให้ระยะห่างของเรายาวไกลออกไป.. แต่กลับบางคนเรากลับอยากจะรักษา ระยะห่าง ตรงกลาง ไว้ให้คงที่ ไม่ให้ห่างหาย จางหนี หรือ เข้ามาใกล้จนเรารู้สึกอึดอัด.. ..................... เคยรู้สึกใช่ไหมว่า .. ขณะที่เราเดินเข้าหา บางคนกลับกำลังเดินหนี กับบางคนเรากำลังเดินหนี บางคนกลับเดินตาม... กับบางคนเราก็ต้อ! งการระยะห่างประมาณหนึ่ง ไม่ต้องใกล้มาก แต่ไม่ต้องการห่างหายไปไหน.. ..................... ขณะที่บางคนวิ่งตาม ล้มลุกคลุกคลานและเจ็บปวดกับระยะห่างของอีกคนที่ทิ้งไว้ตรงหน้า และขณะเดียวกันกับที่อีกคนก็วิ่งหนี โดยไม่คิดจะหันกลับมามองความเจ็บปวดของอีกคน อะไรก็เกิดขึ้นได้ กับความรู้สึกคน.. เหนื่อยแสนเหนื่อย ล้าแสนล้า แต่สุดท้ายก็ยังพยายาม พยายามที่จะยื้อยุดฉุดดึงอยู่เช่นนั้น บางคนปล่อยความรู้สึกของอีกคนไว้ บนความห่าง ห่างจนลับตา .. ไม่เคยหันกลับมามองหรือรับรู้ความเป็นไปของอีกคน .. ไม่เคยรับรู้ว่า ระยะห่างที่เขาทิ้งไว้อีกคนมันสร้างความเจ็บปวดได้ประมาณไหน แต่ก็มีบางคนที่เหนื่อยล้ากับระยะห่างที่พยายามรักษาไว้เพียงแค่นั้น ไม่ต้องห่างไป แต่ เข้าใกล้กว่านี้ไม่ได้ .. ต้องการเพียงเส้นขนานที่ไม่มีทางมาบรรจบ .... ............................. การทำลายระยะห่างของคนสองคนอาจไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ได้ง่ายดายนักสำหรับอีกหลาย ๆ คน... บางคนพยายามมาเกือบทั้งชีวิต.. ระยะห่างที่ว่าก็ยังคงห่างอยู่เช่นเดิม.. ขณะที่บางคนอยู่นิ่ง ๆ ไม่วิ่งหนี ไม่วิ่งตาม ปล่อยทุกอย่าง! ให้เป็นหน้าที่ของเวลา ไม่เรียกร้องให้เกิดความคาดหวัง ไม่ปล่อยละเลยจนเหมือนชาเฉย... ระยะห่างนั้นกลับขยับเข้ามาใกล้ราวปฏิหารย์.. ................................. เอาใจช่วยสำหรับคนที่กำลังพยายามเดินเข้าหา ให้อีกคนหันกลับมามองบ้าง ระยะห่างจะได้สั้นลง พยายามต่อไป เพราะวันหนึ่งคุณอาจรู้สึกว่าความพยายามของคุณมิได้ไร้ค่า ร้องขอสำหรับคนที่กำลังเดินหนี ให้หันกลับมามองความรู้สึกของอีกคนบ้าง เพราะบางทีคุณอาจจะสูญเสียอะไรดี ๆ ไปเพราะระยะห่างที่คุณทิ้งไว้ให้อีกคน เห็นใจกับการรักษาระยะห่างให้คงที่สำหรับบางคน เพราะบางทีมันก็ทรมานมากกว่า การพยายามเดินเข้าใกล้หรือห่างหนี..เสียอีก.. ........................................ แล้วคุณ ๆ เล่า เคยนึกย้อนกลับมามอง ระยะห่าง ของคุณกับผู้คนรอบตัวกันบ้างไหม.. เคยรู้สึกไหมว่า บางที ความห่างไกล กับ ระยะห่างของความรู้สึก กลับเป็นตัวแปรผกผันกัน เคยรู้สึกได้ถึงระยะห่างทั้งที่ตัวอยู่ใกล้ ๆ หรือรู้สึกใกล้กันแล้วทางความรู้สึกทั้งที่ตัวอยู่แสนไกล กันบ้างไหม.??? เคยคิดกันบ้างไหมว่า ระหว่างคนพยายามเดินหนี คนที่พยายามเดินตาม และคนที่พยายามยังไงระยะห่างกลับ! เท่าเดิม คนไหนเจ็บปวดไปกว่ากัน ... อาจเป็นเพราะ .... โลกกว้างเกินไป หรือไม่ .... หัวใจเราแคบเกิน

วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2551

สันติภาพ คือ บ่อเกิดของความสงบ

"สันติภาพ . . . เกิดขึ้นจากการไม่เห็นแก่ตัว โดยการทำใจของตนเองให้อยู่เหนือโลก จิตก็จะผ่องใส ใจก็จะบริสุทธิ์ จิตใจก็เยือกเย็นเป็นอิสระ เกิดสันติธรรมภายในใจ . . ." เรามักจะได้ยินอยู่เสมอว่า . . . ทำไม . . . โลกนี้จึงขาดแคลนสันติภาพ ? กับหลายคำถาม . . . หลายๆ เหตุผลที่ทุกคนต่างได้ยินได้ฟัง หากเราได้พิจารณาดูอย่างละเอียดแล้ว เราจะพบว่า . . . สาเหตุที่ทำให้โลกนี้ . . . "ขาดแคลนสันติภาพ" ก็เพราะไม่สามารถจะคว้าเอาสิ่งที่อยู่ใกล้ๆ มือ หรือยิ่งกว่าสิ่งที่อยู่ในมือ หรือแม้กระทั่งสิ่งทั้งปวงในโลกใบนี้ได้ . . . นี้คือ คำตอบ ซึ่งดูเหมือนกับว่า . . . เรามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ยังขาดอยู่ จึงพยายามที่จะแสวงหา และไขว่คว้ามาให้เพียงพอ หรืออาจมากเกินไป . . . ให้แก่ตนเอง อย่างไม่รู้จักจบสิ้น แต่เมื่อใด ที่เรารู้จักคว้า . . . สันติภาพ สันติธรรม อันเกิดจากพุทธธรรม ก็ย่อมนำมา ซึ่งประโยชน์ให้แก่ตัวเรา เราก็จะพบว่า . . . ที่เราจะแสวงหาสันติภาพชนิดนี้ ก็ต้องเข้าใจว่า . . . แสวงด้วยการสงครามภายใน คือพยายามที่จะรบ . . . รบด้วยอาวุธ ด้วยปัญญา ทำลายข้าศึก คือ ทำลายความโง่ ความหลงให้หมดสิ้นไป ถ้าหากว่า . . . จะมองดูพุทธธรรม หรือสันติภาพอันแท้จริงนี้ ตามแนวของอารยวัฒนธรรมนั้น ย่อมหมายถึง . . . ความเจริญงอกงามทางความคิดและปัญญา ของมนุษย์ที่ล้ำออกไปจากแนว ที่ธรรมชาติกำหนดให้ ในปัจจุบันนี้ . . . นับวัน . . . เรายิ่งจะห่างไกลจากสันติภาพ เพราะต่างคนก็ส่งเสริม . . . "ตัวกู" อย่างชนิดที่ว่า เพราะเป็นการเอาส่วนเกินมากเกินไป แล้วก็เห็นแก่ตัวมากเกินไปนั่นเอง เพราะฉะนั้น . . . ความเห็นแก่ตัว จึงถือว่า . . . เป็นอุปสรรค เป็นต้นเหตุแห่งวิกฤตการณ์ทั้งหลายทั้งปวง ที่ขัดขวางการพัฒนา . . . "สันติภาพ" ให้เกิดขึ้นในโลก และภายในจิตใจของตนเอง . . . การที่จะรอดจากวิกฤตการณ์ทั้งหลายนานาชนิดได้นั้น อยู่ที่การทำลาย . . . "ความเห็นแก่ตัว" เราจะต้องมีชีวิตอยู่ด้วยความรู้ที่ถูกต้องว่า . . . "มีตัวตน . . . ที่มิใช่ของตน" ถ้าถอนความรู้สึกว่า . . . มีตัวตนออกไปเสียได้แล้ว มันก็ไม่มีความเห็นแก่ตัวและไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้น . . .ในการที่จะสร้างสันติภาพให้แก่โลกนั้น ขั้นแรกที่สุดก็คือ จัดที่ตัวเอง . . . ทำที่ตัวเอง . . . ให้เป็นผู้รู้จักสันติภาพก่อน . . . แล้วพยายามที่จะขยายสันติภาพนั้น ให้แพร่หลายออกไปโดยกว้างขวาง เรามาร่วมกันสร้างสันติภาพโลกภายนอก ให้เกิดเป็นสันติธรรมภายในจิตใจ ของเรากันเถอะ . . .
ขอขอบคุณข้อมูลจาก - dhammathai.org
วาทะธรรมว่าด้วย..สันติภาพ จากท่านพุทธทาส

เรื่องของลิง

มีคนเล่าให้ฟังว่า... สมัยก่อน...คุณพงษ์เทพ กระโดนชำนาญ...ศิลปินเพลงเพื่อชีวิต.. แกอยู่ในป่า...กับเพื่อน 5 - 6 คน...ทุกวันก็จะเปลี่ยนเวรกัน...ล่าสัตว์ป่า...มาทำอาหาร... วันหนึ่ง...เป็นเวรของคุณพงษ์เทพ แกก็คว้าปืนยาว...สะพายบ่า...เดินเข้าป่าไป... อาหารโปรดของคุณพงษ์เทพ...คือแกงเนื้อลิง... พอเดินเข้าป่าไปได้สักพัก. เห็นลิงตัวหนึ่ง...นั่งอยู่บนต้นไม้...หันหลังให้.. แกก็รีบยกปืนประทับบ่า...ยิงเปรี้ยง...ไปที่ตัวลิง.. เหตุการณ์แปลกประหลาดได้เกิดขึ้น...ปกติ...ลิงพอถูกยิง..จะหล่นตุ๊บ...จากต้นไม้ทันที... แต่ลิงตัวนี้...นั่งจับกิ่งไม้เฉย...ไม่หล่นลงมา...จะว่ายิงไม่ถูก...ก็ไม่น่าเป็นไปได้... เพราะคุณพงษ์เทพ...แกยิงปืนแม่น...ระยะแค่นี้ เป้าใหญ่ขนาดนี้...ไม่พลาดแน่นอน... ในขณะที่กำลังสงสัยอยู่นั้น...ลิงตัวที่ถูกยิง...ร้อง โหยหวน...เสียงดังมาก... ฝูงลิงที่แยกย้ายกันออกหากินอยู่บริเวณใกล้ ๆ... วิ่งแห่กันเข้ามาหาลิงตัวที่ถูกยิง... แล้วร้องโหยหวน...เหมือนกันหมด... แกตกใจ...ยืนตกตะลึง...ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น... สักครู่...ลิงตัวที่ถูกยิง... โยนวัตถุเล็ก ๆ...สีดำ ๆ..ชิ้นหนึ่ง... ให้กับลิงตัวที่อยู่ใกล้ที่สุด... แล้วก็หล่นตุ๊บ...ลงมาจากต้นไม้... คุณพงษ์เทพ...รีบวิ่งไปดู... ลิงถูกยิงเข้าที่หลัง... ทะลุหน้าอก...เลือดแดงฉาน..เต็มตัว... คุณพงษ์เทพเห็นแล้ว...ต้องเบือนหน้าหนี... ลิงที่ตกลงมา...เป็นลิงแม่ลูกอ่อน...ขณะที่ถูกยิง...เธอกำลังให้นม ลูก... ลูกตัวน้อย...กำลังดูดนมอย่างมีความสุข...ทันทีที่ถูกยิง.. ถ้าเป็นลิงตัวอื่น... จะหล่นตุ๊บ...ลงจากต้นไม้.. แม่ลิงตัวนี้...ยังหล่นไม่ได้...ยังตายไม่ได้.. เพราะเธอยังมีภารกิจใหญ่หลวงที่ต้องทำ...คือ...รักษาชีวิตลูกน้อย...ให้พ้นอันตราย... เธอกัดฟัน...โหนกิ่งไม้ไว้...แม้จะเจ็บปวดแทบขาดใจ...มองดูเลือดที่ไหลหยดเป็นทาง ด้วยความตกใจ...พยายามรวบรวมพละกำลังที่ยังพอมีเหลือทั้งหมด... ตะโกนสุดเสียง...ร้องเรียก...ฝูงลิงเข้ามาใกล้ๆ.. แล้วก็ฝากฝัง...ให้เลี้ยงลูกน้อยแทนเธอ หลังจากโยนลูกให้จ่าฝูงแล้ว...มองดูลูก...ถูกพาไปจนลับสายตาแล้ว.. แน่ใจว่า...ลูกปลอดภัยแล้ว...จึงหลับตา...แล้วหล่นลงมา...ตาย.. คุณพงษ์เทพ...ก้มมองหน้าลิง..แล้วร้องไห้...เพราะที่เบ้าตาลิง...มีหยดน้ำตาใส ๆ. กำลังไหลริน...คุณพงษ์เทพ..รีบเดินกลับที่พัก...เอาปืนไปเผาทิ้ง... ไม่ยอมออกล่าสัตว์อีกเลย...ตลอดชีวิต.. และภาพความรักที่ยิ่งใหญ่..ของแม่ลิง...ที่มีต่อลูกน้อย... เป็นแรงบันดาลใจ. ให้พงษ์เทพ...แต่งเพลงขึ้นมาเพลงหนึ่ง... ชื่อว่า... ' ลิงทะโมน... ' เพื่อยกย่อง...เชิดชู...คุณค่าของความรัก...ที่แม่...มีต่อลูก ***************** แม่นะหรือ... คือผู้สร้าง ทุกสิ่ง อันยิ่งใหญ่ คือผู้รัก ลูกตน กว่าใครใคร คือผู้คอย ห่วงใย ทุกเวลา คือคนร้อน เมื่อลูกรุ่มกลุ้มเรื่องทุกข์ คือคนสุข เมื่อลูกนั้น มีหรรษา คือคนปลอบ เมื่อลูกเหงา เศร้าอุรา คือคนคอย ให้เมตตา ลูกทุกคราว เป็นสายฝน คอยช่วยให้ ลูกสดชื่น เป็นผ้าผืนคอยห่มให้ เพื่อคลายหนาว เป็นกระโถน คอยรับทุกข์ ทุกเรื่องราว เป็นบันได ไต่ดาว ลูกก้าวไป เป็นคุณครู ผู้สอนสั่งทุกอย่างหนอ เป็นคุณหมอ คอยรักษา จะหาไหน เป็นทุกสิ่ง ทุกอย่าง ได้ดั่งใจ จะหาใครได้เท่าแม่เหมือนไม่มี สาธยาย อย่างไร คงไม่หมด พระคุณแม่ ยากแทนทด เหมือนปลดหนี้ สิ่งล้ำค่าใดใด ในปฐพี จะเทียมเท่า คุณแม่นี้ ไม่มีเอย กลับบ้านไปหาแม่กันบ้างน่ะ...........

ภาพพุทธประวัติ

พระนางมหามายาประสูติเจ้าชายสิทธัตถะ ณ อุทยานลุมพินี ในวันวิสาขปุณณมี ๘๐ ปีก่อนพุทธศักราช

ภาพพุทธประวัติ

The life of the Lord Buddha
พระนางมหามายาทรงพระสุบินว่า ลูกช้างเผือกเข้าไปสู่พระครรภ์ของพระนาง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ทรงพระครรภ์

ภาพพุทธประวัติ

The Life of the Lord Buddha
เจ้าชายสุทโธทนะ และเจ้าหญิงมหามายา เข้าสู่พิธีอภิเษกสมรส ณ อโศกอุทยาน

วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2551

วิธีการทำงาน ธรรมบรรยาย โดยหลวงพ่อจรัญ

ทุกคนที่เกิดมา ในโลกนี้ล้วนแต่ต้องทำงาน หรือต้องมีงานทำเพราะทุกคนต้องการดีกันทั้งนั้น แต่ดีจะเกิดขึ้นมาได้ก็เพราะอาศัยเหตุ ๕ ประการ คือ
๑. การทำงาน
๒. ความรู้
๓. ธรรมะ
๔. ศีล
๕. ชีวิตที่ชอบธรรม
งานที่จะทำให้คนดีนั้น คือ
๑. งานนั้นจะต้องเป็นงานที่ไม่มีโทษ มีแต่คุณ
๒. งานนั้นจะต้องเป็นงานที่ทำสำเร็จตามเวลา ไม่เป็นงานที่คั่งค้าง
บุคคลที่จะได้ชื่อว่าเป็นนักทำงานเก่งนั้น มีลักษณะอยู่ ๓ อย่างคือ
๑. ทำงานได้ถูกต้อง เรียบร้อย และรวดเร็ว
๒.สามารถแก้ไขปัญหาที่ยุ่งยากต่าง ๆ ได้ และการแก้ปัญหานั้นเป็นผลดีแก่ส่วนรวม
๓.ทำงานได้ดีมาก คือ ทำงานได้ทน
การที่จะทำงานให้สมบูรณ์ได้ตามลักษณะดังกล่าวมานั้น มีวิธีการปฏิบัติดังต่อไปนี้ คือ
๑. ศึกษาแง่ดีของผู้อื่น
๒. ทำงานให้ดีขึ้น โดยลำดับ
๓. รู้จักแบ่งงาน
๔.รู้จักสั่งงาน
๕.รู้จักดำเนินงาน
๖. มีกำลังใจในการทำงาน
ข้อที่ว่า ทำงานได้ถูกต้อง เรียบร้อย และรวดเร็วนั้น คือ ต้องถือความถูกต้องเป็นสำคัญอันดับแรก ความเรียบร้อยเป็นอันดับสอง ความรวดเร็วเป็นอันดับสาม
ข้อที่ว่า สามารถแก้ไขปัญหาที่ยุ่งยากต่าง ๆ ได้นั้น คือ ต้องพิจารณาปัญหาว่ามีกี่ประเด็นแยกออกไปเป็นประเด็น ๆ ประเด็นไหนสำคัญมากน้อยอย่างไร มูลเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมานั้นมีอย่างไร
ข้อที่ว่า ทำงานได้ดีมาก คือ ทำงานได้ทนนั้น คือ ต้องมีสุขภาพดี มีกำลังใจดี คือมีสมาธิในการทำงานดี
ข้อที่ว่า ศึกษาแง่ดีของผู้อื่นนั้น คือ เฉพาะในองค์กรของคณะสงฆ์นั้น
มีงานหลักอยู่ ๔ ประการคือ ปกครอง ศึกษา เผยแผ่ และ สาธารณูปการ
การศึกษาก็คือ ศึกษาการปกครอง การศึกษาการเผยแผ่ และการสาธารณูปการของผู้อื่น ที่สามารถจัดทำได้ดีว่ามีวิธีการจัดทำกันอย่างไร
ข้อว่า ทำงานให้ดีขึ้นโดยลำดับนั้น เช่น ผู้น้อยทำงานได้ดีเด่น จนเป็นที่เห็นได้ว่าสามารถจะทำงานในหน้าที่ผู้ใหญ่ได้
ข้อว่า รู้จักแบ่งงานนั้น คือ ต้องถือเอาความรู้ ความสามารถ และความประพฤติปฏิบัติ ของผู้ที่จะรับงานเป็นแนวทางในการแบ่งงาน
ข้อว่า รู้จักสั่งงานนั้น คือ ต้องสั่งงานโดยแจ่มแจ้งชัดเจน ผู้รับคำสั่งสามารถเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้งไม่มีข้อสงสัย และสั่งงานตามระเบียบแบบแผน สั่งงานตามเหตุผล ไม่สั่งงานด้วยอารมณ์ เช่น สั่งงานด้วยมีการเยาะเย้ยเหน็บแนม หรือกระทบกระเทียบเปรียบเปรย ทำให้ผู้น้อยเกิดความไม่พอใจ เสียใจ น้อยใจ เสียกำลังใจในการทำงาน
ข้อว่า รู้จักดำเนินงานนั้น คือ การดำเนินงานมี ๒ อย่าง คือ
๑. ดำเนินงานเก่า
๒. ดำเนินงานใหม่
ถ้าเป็นงานเก่าต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ ด้วยเหตุผลว่างานเก่านั้นเป็นอย่างไร ควรจะยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลง ควรจะปรับปรุงแก้ไขอย่างไร มิใช่ว่าถ้าเป็นงานเก่าแล้วไม่ยอมรับรู้เพราะไม่ใช่งานของตน ถ้าเป็นงานใหม่ก็ควรจะได้รับความเห็นชอบจากผู้ที่จะร่วมงานด้วยเสียก่อน มิใช่เป็นความเห็นชอบของเราแต่ผู้เดียว โดยผู้อื่นไม่เห็นชอบด้วย
ข้อว่า มีกำลังใจในการทำงานนั้น คือ ต้องคิดว่างานที่ทำนั้นเป็นงานในหน้าที่ของตน ถ้าตนไม่ทำจะให้ใครทำ ถึงอย่างไรก็จะไม่พ้นความรับผิดชอบของตนไปได้
พระพุทธเจ้าทรงทำงานเป็นปรกติตลอดเวลา ๔๕ ปี คือ บำเพ็ญพุทธกิจ ๕ ประการ ไม่มีข้อบกพร่อง ผลงานของพระองค์จึงเป็นอมตะ มีผลไพศาลยั่งยืนนานมาจนทุกวันนี้ เป็นเวลายาวนานถึง ๒,๕๐๐ ปีเศษแล้ว

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2551

สมาธิเบื้องต้น สำหรับคนทั่วไปอย่างง่าย โดย พระธรรมโกศาจารย์ (ท่านพุทธทาส อินทปัญโญ)

๑. ศรีษะตั้งตรงตามองไปที่ปลายจมูกให้อย่างยิ่งจนไม่เห็นสิ่งอื่น จะเห็นหรือไม่เห็นอะไรหรือไม่ก็ตามขอให้จ้องมองเท่านั้น พอชินเข้าจะได้ผลดีกว่าหลับตา และไม่ชวนง่วงนอนได้ง่ายด้วย โดยเฉพาะคนขี้ง่วงให้ทำอย่างลืมตานี้แทนหลับตา ทำไปเรื่อยๆ ตามันจะหลับของมันเองในเมื่อถึงขั้นที่มันจะต้องหลับ หรือจะทำอย่างหลับตาเสียตั้งต่ต้นก็ตามใจ แต่วิธีที่ลืมตานั้นจะมีผลดีกว่าหลายอย่าง แต่ว่าสำหรับบางคนรู้สึกว่าทำยาก โดยเฉพาะพวกที่ยึดถือในการหลับตาย่อมไม่สามารถทำอย่างลืมตาได้เลย
๒. มือปล่อยวางไว้บนตักซ้อนกันตามสบาย ขาขัดหรือซ้อนกันโดยวิธีที่จะช่วยยันน้ำหนักตัวให้นั่งได้ถนัดและล้มยาก ขาขัดอย่างซ้อนกันธรรมดา หรือจะขัดไขว้กันนั้นแล้วแต่จะชอบหรือทำได้ คนอ้วนจะขัดขาไขว้กันอย่างที่เรียกว่า ขัดสมาธิเพชรนั้น ทำได้ยากและไม่จำเป็น ขอแต่ให้นั่งคู้ขาเข้ามา เพื่อรับน้ำหนักตัวให้สมดุลล้มยากก็พอแล้ว ขัดสมาธิอย่างเอาจริงเอาจัง ยากๆแบบต่างๆ นั้น ไว้สำหรับเมื่อจะเอาจริงอย่างโยคีเถิด
๓. ในกรณีพิเศษสำหรับคนป่วยคนไม่ค่อยสบายหรือแม้แต่คนเหนื่อย จะนั่งอิงหรือนั่งเก้าอี้หรือเก้าอี้ผ้าใบสำหรับเอนทอดเล็กน้อย หรือนอนเลย สำหรับคนเจ็บไข้ก็ทำได้ ทำในที่ไม่อับอากาศ หายใจได้สบายไม่มีอะไรกวนใจเกินไป
๔. เสียงอึกทึกที่ดังสม่ำเสมอ และไม่มีความหมายอะไร เช่น เสียงคลื่น เสียงโรงงาน เหล่านี้ไม่มีอุปสรรค เว้นแต่จะไปยึดถือเอาว่าเป็นอุปสรรคเสียเอง เสียงที่มีความหมายต่างๆ เช่น เสียงคนพูดกันนั้นเป็นอุปสรรคแก่ผู้หัดทำ ถ้าหาที่เงียบเสียงไม่ได้ ก็ให้ถือว่าไม่มีเสียงอะไร ตั้งใจทำไปก็แล้วกัน มันจะค่อยได้เอง
๕. ทั้งที่ตามองเหม่อดูปลายจมูกอยู่ก็สามารถรวม ความนึกหรือความรู้สึก หรือเรียกภาษาวัดว่า สติ ไปกำหนดจับอยู่ที่ลมหายใจเข้าออกของตัวเองได้ คนที่ชอบหลับตา ก็หลับตาแล้วตั้งแต่ตอนนี้ คนที่ชอบลืมตาลืมไปได้เรื่อยจนมันค่อยๆหลับของมันเองเมื่อเป็นสมาธิมากขึ้นๆ
๖. เพื่อจะให้กำหนดได้ง่ายๆ ในขั้นแรกหัด ให้พยายามหายใจให้ยาวที่สุดที่จะยาวได้ด้วยการฝืนทั้งเข้าและออกหลายๆครั้งเสียก่อน เพื่อจะได้รู้ของตัวเองให้ชัดเจนว่าลมหายใจที่มันลากเข้าลากออกเป็นทางอยู่ภายในนั้น มันลากถูหรือกระทบอะไรบ้าง ในลักษณะอย่างไร และกำหนดได้ง่ายๆ ว่ามันไปรู้สึกว่าสุดลงที่ตรงไหนที่ในท้อง โดยเอาความรู้สึกที่กระเทือนนั้นเป็นเกณฎ์พอเป็นเครื่องกำหนดง่ายๆ เท่าที่จะกำหนดได้
๗. คนธรรมดาจะรู้สึกลมหายใจกระทบปลายจะงอยจมูก ให้ถือเอาตรงนั้นเป็นที่สุดข้างนอก ถ้าคนจมูกแฟบ หน้าหัก ริมฝีปากบนเชิด ลมจะกระทบริมฝีปากบน อย่างนี้ก็ให้กำหนดเอาที่ตรงนั้นว่าเป็นที่สุดท้ายข้างนอก แล้วก็จะได้จุดทั้งข้างนอกและข้างใน โดยกำหนดเอาว่าที่ปลายจมูกจุดหนึ่งที่สะดือจุดหนึ่ง แล้วลมหายใจได้ลากตัวมันเองไปมาอยู่ระหว่างสองจุดนี้ ขึ้นลงอยู่เสมอ
๘. ทีนี้ทำใจของเราให้เป็นเหมือนอะไรที่คอยวิ่งตามลมนั้นไม่ยอมพรากทุกครั้งที่หายใจทั้งขึ้นและลงตลอดเวลาที่ทำสมาธินี้ จัดเป็นขั้นหนึ่งของการกระทำ เรียกกันง่ายๆ ในที่นี่ก่อนว่า ขั้น "วิ่งตามตลอดเวลา" กล่าวมาแล้วว่าเริ่มต้นทีเดียวให้พยายามฝืนหายใจให้ยาวที่สุด และแรงๆ และหยาบที่สุดหลายๆครั้ง เพื่อให้พบจุดหัวท้ายแล้วพบเส้นที่จะลากอยู่ตรงกลางๆให้ชัดเจน
๙. เมื่อ จิตหรือสติ จับหรือกำหนดลมหายใจที่เข้าๆ ออกๆ ได้โดยทำความรู้สึกที่ๆ ลมมันกระทบลากไปแล้วไปสุดลงที่ตรงไหน แล้วจึงกลับเข้าหรือกลับออกก็ตามดังนี้แล้ว ก็ค่อยๆ ผ่อนให้การหายใจนั้นค่อยๆ เปลี่ยนเป็นหายใจอย่างธรรมดา โดยไม่ต้องฝืน แต่สตินั้นคงกำหนดที่ลมได้ตลอดเวลา ตลอดสาย เช่นเดียวกับเมื่อแกล้ง หายใจหยาบแรงๆ นั้น เหมือนกัน คือ กำหนดได้ตลอดสายที่ลมผ่านจากจุดข้างในคือสะดือ หรือท้องส่วนล่างก็ตาม ถึงจุดข้างนอกคือปลายจมูก หรือปลายริมฝีปากบนแล้วแต่กรณี ลมหายใจจะละเอียดหรือแผ่วลงอย่างไร สติก็คงกำหนดได้ชัดเจนอยู่เสมอไปโดยให้การกำหนดนั้นละเอียดเข้ามาตามส่วน
๑๐. ถ้าเผอิญเป็นว่าเกิดกำหนดไม่ได้ เพราะลมหายใจละเอียดเกินไปก็ให้ตั้งต้นหายใจให้หยาบ หรือแรงกันไปใหม่ แม้จะไม่เท่าทีแรกก็เอาพอให้กำหนดได้ชัดเจนก็แล้วกัน กำหนดกันใหม่จนให้มีสติรู้สึกอยู่ที่ลมหายใจไม่มีขาดตอนให้จนได้ คือจนกระทั่งหายใจอยู่ตามธรรมดาไม่มีฝืนอะไรก็กำหนดได้ตลอด มันยาวหรือสั้นแค่ไหนก็รู้ มันหนักหรือเบาเพียงไหนก็รู้พร้อมอยู่ในนั้น เพราะสติเพียงแต่คอยเกาะแจอยู่ติดตามไปมาอยู่กับลมตลอดเวลา ทำได้อย่างนี้เรียกว่า ทำการบริกรรมใน ขั้น "วิ่งตามไปกับลม" ได้สำเร็จ
๑๑. การทำไม่สำเร็จนั้นคือ สติ หรือความนึก ไม่อยู่กับลมตลอดเวลา เผลอเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มารู้เมื่อมันไปแล้ว และก็มีรู้มันไปเมื่อไร โดยอาการอย่างไร เป็นต้น พอรู้ก็จับตัวมันมาใหม่และฝึกกันไปกว่าจะได้ขั้นนี้ ครั้งหนึ่ง ๑๐ นาที เป็นอย่างน้อยแล้วค่อยฝึกขั้นต่อไป
๑๒. ขั้นต่อไปซึ่งเรียกว่า ขั้นที่สอง หรือ ขั้น "ดักดูอยู่แต่ตรงที่แห่งใดแห่งหนึ่ง" นั้น จะทำต่อเมื่อทำขั้นแรกข้างต้นได้แล้วเป็นดีที่สุด หรือใครจะสามารถข้ามมาทำขั้นที่สองนี้ได้เลยก็ไม่ว่า ในขั้นนี้จะให้ สติหรือความนึก คอยดักกำหนดอยู่ตรงที่ใดแห่งหนึ่งโดยเลิกการวิ่งตามลมเสีย ให้กำหนดความรู้สึกเมื่อลมหายใจเข้าไปถึงที่สุดข้างใน คือสะดือ ครั้งหนึ่งแล้วปล่อยว่างหรือวางเฉย แล้วมากำหนดรู้สึกกันเมื่อลมออกมากระทบที่สุดข้างนอก คือปลายจมูกอีกครั้งหนึ่งแล้วก็ปล่อยว่างหรือวางเฉย จนมีการกระทบส่วนสุดข้างในคือสะดืออีก ทำนองนี้เรื่อยไปไม่มีการเปลี่ยนแปลง
๑๓. เมื่อเป็นขณะที่ปล่อยวาง หรือวางเฉยนั้น จิตก็ไม่ได้หนีไปอยู่บ้านช่องไร่นา หรือที่ไหนเลยเหมือนกัน แปลว่า สติคอยกำหนดที่ส่วนสุดข้างในหนึ่ง ข้างนอกแห่งหนึ่ง ระหว่างนั้นปล่อยเงียบหรือว่าง เมื่อทำได้อย่างนี้เป็นที่แน่นอนแล้ว ก็เลิกกำหนดข้างในเสีย คงกำหนดแต่ข้างนอก คือที่ปลายจมูกแห่งเดียวก็ได้ สติคอยเฝ้ากำหนดอยู่แต่ที่จะงอยจมูกไม่ว่าลมจะกระทบเมื่อหายใจเข้าหรือเมื่อหายใจออกก็ตาม ให้กำหนดรู้ทุกครั้ง สมมติเรียกว่า เฝ้าแต่ตรงปากประตูให้มีความรู้สึกครั้งหนึ่งๆ เมื่อลมผ่านออกนั้นว่างหรือเงียบ ระยะกลางที่ว่างหรือเงียบนั้น จิต ไม่ได้หนีไปอยู่ที่บ้านช่องหรือที่ไหนอีกเหมือนกัน
๑๔. ทำได้อย่างนี้เรียกว่า ทำบริกรรมใน ขั้น "ดักอยู่แต่ในที่แห่งหนึ่ง" นั้นได้สำเร็จ จะไม่สำเร็จก็ตรงที่จิตหนีไปเสียเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มันกลับเข้าไปในประตู หรือเข้าประตูแล้วลอดหนีไปทางไหนเสียก็ได้ ทั้งนี้เพราะระยะที่ว่างหรือเงียบนั้น เป็นไปไม่ถูกต้องและทำไม่ดีมาตั้งแต่ข้างต้นของขั้นนี้ เพราะฉะนั้น ควรทำให้ดีหนักแน่นและแม่นยำมาตั้งแต่ขั้นแรก คือ ขั้น "วิ่งตามตลอดเวลา" นั้นทีเดียว
๑๕. แม้ขั้นต้นที่สุดหรือที่เรียกว่า "วิ่งตามตลอดเวลา" นั้น ก็ไม่ใช่ทำได้ง่ายสำหรับทุกคน และเมื่อทำได้ก็มีผลเกินคาดมาแล้วทั้งกายและใจ จึงควรทำให้ได้และทำให้เสมอๆ จนเป็นของเล่น อย่างการบริหารกายมีเวลาสองนาทีก็ทำ เริ่มหายใจให้แรงจนกระดูกลั่นก็ยิ่งดี จนมีเสียงหวีดหรือซูดซาดก็ได้ แล้วค่อยบ่อนให้เบาๆ ไปจนเข้าระดับปกติของมัน
๑๖. ตามธรรมดาที่คนเราหายใจอยู่นั้นไม่ใช่ระดับปกติ แต่ว่าต่ำกว่าหรือน้อยกว่าปกติโดยไม่รู้สึกตัว โดยเฉพาะเมื่อทำกิจการงานต่างๆ หรืออยู่อิริยาบถที่ไม่เป็นอิสระนั้น ลมหายใจของตัวเองอยู่ในลักษณะที่ต่ำกว่าปกติที่ควรจะเป็นทั้งที่ตนเองไม่ทราบได้ เพราะฉะนั้นจึงให้เริ่มด้วยหายใจอย่างรุนแรงเสียก่อน แล้วจึงค่อยปล่อยให้เป็นไปตามปกติ อย่างนี้จะได้ลมหายใจที่เป็นสายกลางหรือพอดี และทำร่างกายให้อยู่ในสภาพปกติด้วย เหมาะสำหรับจะกำหนดเป็นนิมิตของอานาปานัสสติในขั้นต้นนี้ด้วย
๑๗. ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การบริกรรมขั้นต้นที่สุดนี้ ขอให้ทำจนเป็นของเล่นปกติสำหรับทุกคน และทุกโอกาสเถิดจะมีประโยชน์ในส่วนสุขภาพทั้งทางกายและทางใจ อย่างยิ่งแล้วจะเป็นบันไดสำหรับขั้นสองต่อไปอีกด้วย แท้จริงความแตกต่างกันในระหว่าง ขั้น "วิ่งตามตลอดเวลา" กับขั้น "ดักดูอยู่เป็นแห่งๆ" นั้น มีไม่มากมายอะไรนัก เป็นแต่การผ่อนให้ประณีตเข้า คือ มีระยะการกำหนดด้วยสติน้อยแต่คงมีผล คือ จิตหนีไปไม่ได้เท่ากัน
๑๘. เพื่อให้เข้าใจง่าย จะเปรียบกันกับพี่เลี้ยงที่ไกวเปลเด็กอยู่ข้างเสาเปล ขั้นแรกก็จับเด็กใส่ลงในเปลแล้วเด็กยังไม่ง่วง ยังคอยจะดิ้นหรือลุกออกไปจากเปล ในขั้นนี้พี่เลี้ยงจะต้องคอยจับตาดูแหงนหน้าไปมา ดูเปลไม่ให้วางตาได้ซ้ายทีขวาทีอยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เด็กมีโอกาสตกลงมาจากเปลได้ ครั้นเด็กชักจะยอมนอนคือไม่ค่อยจะดิ้นรนแล้ว พี่เลี้ยงก็หมดความจำเป็นที่จะต้องแหงนหน้าไปมา ซ้ายทีขวาที ตามระยะที่เปลไกวไปไกวมา พี่เลี้ยงคงเพียงแต่มองเด็กเมื่อเปลไกวมาตรงหน้าตนเท่านั้นก็พอแล้ว มองแต่เพียงครึ่งหนึ่งๆ เป็นระยะๆ ขณะที่เปลไกวไปมาตรงหน้าตนพอดี เด็กก็ไม่มีโอกาสลงจากเปลเหมือนกันเพราะเด็กชักจะยอมนอนขึ้นมาดังกล่าวแล้ว
๑๙. ระยะแรกของการบริกรรม กำหนดลมหายใจในขั้น "วิ่งตามตลอดเวลา" นี้ก็เปรียบกันได้กับระยะที่พี่เลี้ยงต้องคอยส่ายหน้าไปมาตามเปลที่ไกวไม่ให้วางตาได้ ส่วนระยะที่สองที่กำหนดลมหายใจเฉพาะที่ปลายจมูกหรือที่รียกว่า ขั้น "ดักอยู่แห่งใดแห่งหนึ่ง" นั้น ก็คือขั้นที่เด็กชักจะง่วงและยอมนอนจนพี่เลี้ยงจับตาดูเฉพาะเมื่อเปลไกวมาตรงหน้าตนนั้นเอง
๒๐. เมื่อฝึกหัดมาได้ถึงขั้นที่สองนี้อย่างเต็มที่ ก็อาจฝึกต่อไปถึงขั้นที่ผ่อนระยะการกำหนดของ สติ ให้ประณีตเข้าๆ จนเกิด สมาธิชนิดแน่วแน่ เป็นลำดับไปจนถึง ฌานขั้นใดขั้นหนึ่งได้ ซึ่งพ้นไปจากสมาธิ อย่างง่ายๆในขั้นต้น สำหรับคนธรรมดาทั่วไปและไม่สามารถนำมากล่าวรวมกันไว้ในที่นี้เพราะเป็นเรื่องละเอียดรัดกุม มีหลักเกณฑ์ที่ซับซ้อนต้องศึกษากัน เฉพาะผู้สนใจถึงขั้นนั้น ในขณะนี้เพียงแต่ขอให้สนใจในขั้นมูลฐานกันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเป็นของเคยชินเป็นธรรมดาอันอาจจะตะล่อมเข้าขั้นสูงขั้นไปตามลำดับในภายหลัง
สิ่งที่มนุษย์ควรจะได้พบ
ขอให้ฆราวาสทั่วไปได้มีโอกาสทำสมาธิ ชนิดที่อาจทำประโยชน์ทั้งทางกายและทางใจ สมความต้องการในขั้นต้นเสียขั้นหนึ่งก่อน เพื่อจะได้เป็นผู้ชื่อว่ามี ศีล สมาธิ ปัญญา ครบสามประการ หรือ มีความเป็นผู้ประกอบตนอยู่ในมรรคมีองค์แปดประการได้ครบถ้วน แม้ในขั้นต้น ก็ยังดีกว่าไม่มีเป็นไหนๆ กายระงับลงไปกว่าที่เป็นกันอยู่ตามปกติก็ด้วยการฝึกสมาธิขั้นสูงขึ้นไปตามลำดับๆ เท่านั้น และจะได้พบ "สิ่งที่มนุษย์ควรจะได้พบ" อีกสิ่งหนึ่งซึ่งทำให้ไม่เสียทีที่เกิดมา

จากForward mailฉบับหนึ่ง

เมื่อวันที่ 8 มีนา ที่ผ่านมาผมได้ไปงานที่โรงเรียน เหมือนเช่นทุกปีตอนกลับเดินมาตามตึกยาวเพื่อจะกลับมาทางประตูด้านเพาะช่าง ยังไม่ถึงบริเวณเศาลหลวงพ่อปู่ พบอาจาร์ยท่านหนึ่งนั่งอยู่ จำได้ว่าเป็นอาจารย์สุธี ท่านเกษียณไปแล้ว ไม่รู้คุณรู้จักรึเปล่า กราบอาจารย์ท่านแล้ว สังเกตุเห็นว่าอาจารย์ร้องไห้อยู่ ท่านบอก เพิ่งได้พบกับรุ่นพี่ที่มาในงาน รุ่นที่เท่าไหรก้อไม่ได้ถาม เป็นนายทหารราชองครักษ์ชั้นผู้ใหญ่ เค้าเล่าให้อาจารย์ฟังว่า ****ในหลวงทรงร้องให้เห็นบ่อย**** 'ทรงเสียใจที่เมืองไทยจะสิ้นในรัชกาลของท่าน แล้วกระนั้นหรือ' ผมอยากจะตอบอาจารย์ไปว่าคงไม่หรอก ถ้าคนไทย รู้จำคำว่าว่า'หน้าที่'มากกว่า'สิทธิ' เราเคยชินกับการเป็น..ผู้รับ...จากคนคนหนึ่งที่เกิดมาเป็น..ผู้ให้...ให้มาตลอด เคยชินจนลืมไปว่าวันนี้ถึงเวลาแล้วรึยังที่ เราควรจะผู้ให้แก่พระองค์ท่านบ้าง... ผมลาอาจารย์เรียบร้อยร้อย กลับไปตามตึกยาว ไปไหว้ พระผู้ให้กำเนิดโรงเรียน อธิฐาษขอให้พระองค์ท่านช่วยคุ้มครองให้หลานท่านทรงมีแต่ความสุข..ทรงมีพระพลานามัยที่แข็งแรง...เพียงแค่ไม่อยากได้ยินว่า ..ในหลวงทรงร้องไห้
ความสุขของพระมหากษัตริย์ หนึ่งปีที่ผ่านมา เราใส่เสื้อเหลืองเราใส่สายรัดข้อมือสีเหลือง คนนับแสนไปนั่งรอเป็นชั่วโมงๆ หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมเพื่อจะได้เห็นพระพักตร์ของพระบาทพระเจ้าอยู่หัวเพียงไม่กี่นาทีวันนั้น ในขณะที่ทั้งโลกเริ่มเสื่อมศรัทธาในระบบการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เราได้แสดงให้โลกได้เห็นว่ามีประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่งที่คนทั้งชาติยังซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อราชวงศ์ จักรี และ พระมหากษัตริย์อันทรงเป็นที่รักยิ่งของคนไทย
.....สิบสองปีที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรหนักด้วยโรคหัวใจเพราะทรงงานหนักเกินไปในขณะเดียวกัน สมเด็จพระราชชนนีก็ทรงพระประชวรหนักอยู่ ณ โรงพยาบาลศิริราชเช่นกัน เรายังจำรูปในหนังสือพิมพ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมพระราชชนนี ไม่กี่วันหลังจากการผ่าตัดใหญ่ถวาย พระหัตถ์ข้างหนึ่งกุมอยู่ที่พระอุระ และในพระหัตถ์อีกข้างหนึ่งทรงถือ ม้วนแผนที่กรุงเทพฯ เพราะน้ำกำลังท่วมกรุงอยู่ ยังจำกันได้ไหม?
..... 34 ปีที่ผ่านมา วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 เป็นครั้งแรกในรัชกาลที่เกิดวิกฤติด้านการเมืองรุนแรงที่สุด วันนั้น นิสิตนักศึกษาและประชาชนนับหมื่นนับแสนเดินขบวนประท้วงรัฐบาล เหตุการณ์ร้ายแรงยิ่งขึ้นตำรวจทหารยิงประชาชน ในขณะที่นิสิตนักศึกษาก็เผาสถานที่ราชการ เกิดกลียุคทุกหย่อมหญ้า ' คนไทยฆ่าคนไทยด้วยกันเอง ' คืนนั้น สถานีโทรทัศน์ทุกช่องถ่ายทอดสดจากพระราชวังสวนจิตรลดา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสกันคนไทยทุกคนว่า 'คนไทยจะฆ่าคนไทยด้วยกันไม่ได้ ทุกอย่างต้องสงบโดยฉับพลัน' และทุกอย่างก็สงบโดยฉับพลัน หลังจากนั้นไม่นาน มีฝรั่งคนหนึ่งมาถามผมว่า 'เป็นไปได้อย่างไร ที่คนๆ เดียวจะมีอำนาจเหนือคนทั้งประเทศได้อย่างนั้น?' ผมไม่ได้ตอบ แต่ตอนนั้นใจผมคิดถึงประโยคที่ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมชฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ BBC ว่า พระองค์ทรงเป็น 'SOUL OF THE NATION' หรือ'จิตวิญญาณของคนไทยทั้งชาติ' ยังจำกันได้ไหม? แล้ววันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่ เราสร้างค่านิยมผิดๆ ว่าคนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่มีเงินมากที่สุด เราโกงทุกครั้งที่มีโอกาส เราเรียกร้องประชาธิปไตยโดยคิดถึงแต่ 'สิทธิ ' แต่ลืมคำว่า 'หน้าที่' เรากำลังฆ่ากันเองทุกวันในภาคใต้ เราสร้าง 'กฎหมู่' ให้เหนือ 'กฎหมาย' เราเดินขบวนประท้วงในทุกอย่างที่เราไม่เห็นด้วย เราก้าวร้าวต่อกัน เราแตกแยกกัน และทั้งโลกกำลังจับตามองเราอยู่ เราเคยหยุดคิดกันบ้างไหมว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา จะทรงเสียพระทัยเพียงใด? แล้วสิ่งที่เราทำไปในวันเฉลิมพระชนมพรรษาคืออะไร การที่เราใส่เสื้อเหลือง สายรัดข้อมือ ที่ว่า Long life The King เราทำเพื่ออะไร มันเป็นแค่ผักชีโรยหน้าที่จะแสดงให้โลกเห็นว่าคุณรักพระมหากษัตริย์เพียงใดเท่านั้นนะเหรอ 80 ชันษาของพระองค์ท่าน หากเปรียบกับคนธรรมดาก็สมควรที่จะได้พักเต็มที่ได้รับการดูแลและระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่สมควรที่จะตรากตรำทำงานหนัก แต่กลับเป็นว่า ในปีที่ครบ 80 ชันษาของพระองค์ท่านยังต้องทรงงานอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ทรงต้องอยู่ภายใต้การถวายการดูแลของคณะแพทย์ พระองค์ต้องรับทุกข์ของคนไทยทั้งชาติ ความสุขของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ ไม่ใช่จะประทับอยู่ในพระราชวังใหญ่โตสวยงาม แห่ล้อมด้วยข้าราชบริพาร หากแต่ความสุขของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้คือ เมื่อประชาชนของพระองค์ท่านรักสามัคคีกัน รู้จักความ พอเพียง และมีสติ-เพียงเท่านี้เอง แล้ววันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่? หรือนี่คือการแสดงความกตเวทีต่อพระมหากษัตริย์ของเรา

สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล

พระพุทธดำรัสเกี่ยวกับสังเวชนียสถานทั้ง ๔
ณ พระแท่นบรรทม หรือเตียงปรินิพพานนั้นเอง พระพุทธองค์ได้ทรงปรารถเรื่องรา่วต่างๆ หลายเรื่องกับพระอานนท์พุทธอุปัฎฐากรวมทั้งเรื่อง สังเวชนียสถานทั้ง ๔ ตำบล จากในมหาปรินิพพานสูตร พอสรุปได้ดังนี้
ครั้งนั้นพระอานนท์เถรเจ้าได้กราบทูลพระองค์ว่า ในกาลก่อนภิกษุทั้งหลายที่ได้แยกย้ายกันไปจำพรรษาอยู่ตามชนบทในทิศต่างๆ เมื่อสิ้นไตรมาศครบ ๓ เดือนตามวินัยนิยมหรืออกพรรษาแล้ว ข้าพระองค์ทั้งหลายก็ย่อมจะเดินทางมาเฝ้าพระองค์เป็นอาจิณวัตร ก็เพื่อจะได้เห็นจะได้เข้าใกล้ จะได้อุปัฎฐากพระองค์ อันจะทำให้เกิดความเจริญทางจิต ก็มาบัดนี้เมื่อกาลแห่งการล่วงไปแห่งพระองค์แล้ว ก็แล้วข้าพระองค์ทั้งหลายก็จะไม่ได้เห็น จะไม่ได้นั่งใกล้ จะไม่ได้สากัจฉา(สนทนาธรรม) เหมือนกับสมัยที่พระองค์ยังมีพระชนม์ชีพอีกต่อไป
เมื่อพระอานนท์กราบทูลดังนี้แล้ว พระตถาคตเจ้าได้ทรงแสดงสถานที่ ๔ ตำบลว่าเป็นสิ่งที่ควรจะดู ควรจะได้เห็น ควรจะเกิดสังเวช (ความสลดใจกระตุ้นเตือนจิตใจให้คิดกระทำแต่สิ่งดีงาม) แก่กุลบุตร กุลธิดา ผู้มีศรัทธา คือ
๑. สถานที่พระตถาคตเจ้าบังเกิดแล้วคือ ประสูติจากพระครรภ์มารดา ตำบลหนึ่งคืออุทยานลุมพินี
๒. สถานที่พระตถาคตเจ้าตรัสรู้ พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณตำบลหนึ่งคือ ควงไม้โพธิ์ พุทธคยา
๓. สถานที่พระตถาคตเจ้าให้พระอนุตรธัมมจักเป็นไป หรือแสดงปฐมเทศนาตำบลหนึ่ง คือ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี (ปัจจุบันเรียก สารนาถ)
๔. สถานที่พระตถาคตเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุตำบลหนึ่ง คือ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา (ปัจจุบันเรียก กาเซีย) ให้เกิดความสังเวชของกุลบุตร กุลธิดา ผู้มีศรัทธา
อนึ่ง ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้มีศรัทธามายังสถานที่ ๔ ตำบลนี้ ด้วยมีความเชื่อว่า พระตถาคตเจ้าได้บังเกิดขึ้นแล้ว ณ สถานที่นี้ พระตถาคตเจ้าได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ณ สถานที่นี้ พระตถาคตเจ้าได้ให้พระอนุตรธัมมจักเป็นไปแล้ว ณ สถานที่นี้ และพระตถาคตเจ้าได้เสด็จดับขันธปรินิพพานด้วยอนุปาทเสสนิพพานธาตุแล้ว ณ สถานที่นี้
ดูก่อนอานนท์ ชนทั้งหลายเหล่าใด เจติยจาริกของพระตถาคตเจ้าทั้ง ๔ ตำบลนี้แล้ว จักเป็นคนเลื่อมใส เมื่อกระทำกาลกิริยา(ตาย)ลง ชนทั้งหลายเหล่านั้น จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความ ๔ ตำบลว่าเป็นที่ควรเห็น ควรดู ควรให้เกิดสังเวชของกุลบุตร กุลธิดา ผู้มีศรัทธาด้วยประการฉะนี้แล
นี้เองเป็นที่มาของสังเวชนียสถาน ๔ แห่งในดินแดนพุทธภูมิ ที่ชาวพุทธทั้งหลายสมควรอย่างยิ่งที่จะไปนมัสการ กราบไหว้สักการะสักครั้งหนึ่งในชีวิต
สังเวชนียสถานแห่งที่ ๑ สถานที่ประสูติ

เสาหินพระเจ้าอโศกมหาราชปักไว้ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังทราบว่าตรงจุดนี้ เป็นที่ที่พระบรมศาสดาออกจากพระครรภ์ของพระมารดา
สังเวชนียสถานแห่งที่ ๑ คือสถานที่ประสูติแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้น ปัจจุบันนี้อยู่ในเขตประเทศเนปาล ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของประเทศอินเดีย และสถานที่ประสูตินี้ตั้งอยู่ห่างจากชายแดนอินเดีย-เนปาลประมาณ ๓๒ กิโลเมตร ปัจจุบันสังเวชนียสถานแห่งนี้ ภาษาทางราชการเรียกว่า "ลุมมินเด" แต่ชาวบ้านทั่วไปก็ยังเรียกว่า "ลุมพินี"

สังเวชนียสถานแห่งที่ ๒ สถานที่ตรัสรู้

วิหารตรัสรู้ ที่ยังหลงเหลืออยู่สมบูรณ์ที่สุด
สังเวชนียสถานแห่งที่ ๒ คือสถานที่ตรัสรู้นี้ แต่เดิมทีเดียวในสมัยพุทธกาลนั้น คือตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เมืองคยา แคว้นมคธ ซึ่งมีเมืองราชคฤห์ เป็นเมืองหลวง ปัจจุบันสถานที่ตรัสรู้นี้เรียก ตำบลพุทธคยา ขึ้นอยู่กับจังหวัดคยา (ห่างจากจังหวัดคยา ๑๒ กิโลเมตร) รัฐพิหาร มีเมืองหลวงชื่อ ปัฎนะ หรือ ปัฎนา (หรือชื่อเดิมว่า ปาฎลีบุตร)
สังเวชนียสถานแห่งที่ ๓ สถานที่แสดงปฐมเทศนา
ธัมเมกขสถูป สถานที่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถให้พระอรหันต์ ๖๐ รูป ออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก

สังเวชนียสถานแห่งที่ ๓ คือ สถานที่แสดงปฐมเทศนา หรือสถานที่พระตถาคตเจ้าทรงยังพระอนุตรธัมจักให้เป็นไป สถานที่นี้อยู่ในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี ปัจจุบันเรียกสารนาถ ห่างจากเมืองประมาณ ๘ กิโลเมตร ซึ่งเมืองพาราณสีนี้อยู่ห่างจากเมืองพุทธคยา สถานที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ ๒๐๐ กิโลเมตร
สังเวชนียสถานแห่งที่ ๔ สถานที่ดับขันธปรินิพพาน


สถูปและวิหารปรินิพพานที่เมืองกุสินารา
สังเวชนียสถานแห่งที่ ๔ คือ สถานที่ดับขันธปรินิพพาน ด้วยอนุาทิเสสนิพพานธาตุดับไม่มีส่วนเหลือ คือทั้งกิเลส ทั้งเบญจขันธ์ดับหมด ตามปกติพระอรหันต์ทั่วไปๆไปจะนิพพาน ๒ ครั้ง คือ ครั้งแรกนั้นเป็นการดับกิเลส ส่วนเบญจขันธ์ยังอยู่ เรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพาน หรือนิพพาน เมื่อยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่จิตเข้าสู่แดนพระนิพพานเท่านั้น เป็นจิตที่สะอาด ไม่มีกิเลส ไม่มีทุกข์แล้ว ดังเช่นพระพุทธเจ้า นิพพานครั้งแรกนี้เมื่อวันเพ็ญ เดือนวิสาขะ ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี ส่วนนิพพานครั้งที่ ๒ ก็คือ อนุปาทิเสสนพิิาน ดังได้กล่าวแล้วนั้นเอง
สถานที่นิพพานที่พุทธประวัติระบุว่า สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา ปัจจุบันมีสถูปและวิหารเป็นสัญลักษณ์ เป็นอุทยานที่ได้รับการรักษาจากทางการอินเดียเป็นอย่างดี มีต้นสาละและไม้อื่นปลูกอยู่ทั่วไป ให้ความร่มรื่นพอสมควร

วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2551

หลวงพ่อจรัญสอนวิธีสวดมนต์

วิธีการสวดมนต์
วิธีในการสวดมนต์พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้สอนไว้ว่า
"เอาตำรามาดูกันก็ไม่ได้ผล แต่ดูตำราเพื่อให้ถูกวรรคตอน และให้คล่องปาก แล้วจะได้คล่องใจ เป็นสมาธิ"
การวางจิต
เมื่อสวดมนต์ได้ถูกวรรคตอน คล่องปาก คล่องใจ เป็นสมาธิดีแล้ว ก็วางจิตให้ถูกต้องครับ
สวดมนต์เป็นนิจ อธิษฐานจิตเป็นประจำ (ลิ้นปี่)
อโหสิกรรมเสียก่อนและเราก็แผ่เมตตา... (ลิ้นปี่)
มีเมตตาดีแล้ว ได้กุศลแล้วเราก็อุทิศเลย (อุณาโลม)
"แผ่ส่วนกุศลทำอย่างไร อุทิศตรงไหน ทำตรงไหน และวางจิตไว้ตรงไหน ถึงจะได้ อย่าลืมนะ ที่ลิ้นปี่ หายใจยาว ๆ สำรวมเวลาสวดมนต์นั้นน่ะ ได้บุญแล้ว ไม่ต้องเอาสตางค์ไปถวายองค์โน้น องค์นี้หรอก แล้วสำรวมจิต ส่งกระแสจิตที่หน้าผาก อุทิศส่วนกุศล......"
สวดมนต์เป็นนิจ (ลิ้นปี่)
"ลิ้นปี่ จะอยู่ครึ่งทางระหว่างจมูกถึงสะดือ"
"................อธิษฐานจิต หมายความว่า ตั้งสติสัมปชัญญะ ไว้ที่ลิ้นปี่ สำรวมกาย วาจา จิตให้ตั้งมั่นแล้ว จึงขอแผ่เมตตาไว้ในใจ สักครู่หนึ่ง แล้วก็อุทิศให้มารดา บิดาของเรา ว่าเราได้บำเพ็ญกุศล ท่านจะได้บุญ ได้กุศลแน่ ๆ เดี๋ยวนี้ด้วย ผมเรียนถวายนะ มิฉะนั้นผมจะอุทิศไปยุโรปได้อย่างไร.........."
อธิษฐานจิตเป็นประจำ (ลิ้นปี่)
แผ่เมตตากับอุทิศ มันต่างกัน ทำใจให้เป็นเมตตาบริสุทธิ์ก่อน ไม่อิจฉา ริษยา ไม่ผูกพยาบาทใครไว้ในใจ ทำใจให้แจ่มใส ทำให้ใจสบาย คือ เมตตาแล้วเราจะอุทิศให้ใครก็บอกกันไป มันจะมีพลังสูง สามารถจะอุทิศให้ คุณพ่อคุณแม่ ของเรากำลังป่วยไข้ให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บได้ เช่น วีโก้ บรูน ชาวนอรเวย์ ที่เคยมาบวชที่วัดนี้ เป็นต้น..."
อโหสิกรรมก่อนแล้วค่อยแผ่เมตตา
"หายใจยาว ๆ ตั้งกัลยาณจิตไว้ที่ลิ้นปี่ ไม่ใช่พูดส่งเดช "จำนะ ที่ลิ้นปี่ เป็นการแผ่เมตตาจะอุทิศก็ยกจากลิ้นปี่ สู่หน้าผาก เรียกว่า อุณาโล มา ปจชายเต...."แผ่เมตตา (ลิ้นปี่) อุทิศส่วนกุศล (อุณาโลม)

วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2551

Our wedding's day

แล้วก็มาถึงงานเลี้ยงตอนเย็นครับ สถานที่จัดงานของเราคือ อาคารมหาเจษฎาบดินทร์ กองพลทหารราบ๑๑ จังหวัดฉะเชิงเทราครับ
ซุ้มถ่ายรูปหน้างานครับ

บรรยากาศที่โต๊ะลงทะเบียน ได้เพื่อนๆหลินมาช่วยต้อนรับแขก
ร่วมถ่ายรูปกับเพื่อนเจ้าสาว
ร่วมถ่ายรูปกับเพื่อนๆเจ้าบ่าว
พิธีกรของเรา ๒ คน (ต่าย กับตา)เชิญชมwedding presentation ครับ พรีเซ็นท์นี้ ต้นกับหลินช่วยกันทำเสร็จก่อนว้นงานแบบสดๆร้อนๆเลยครับ หลังจบพรีเซ็นท์ พิธีกรก็เชิญเราขึ้นเวทีตามลำดับพิธีครับ
ตากับต่ายเริ่มสัมภาษณ์บ่าวสาวพอให้แขกได้รู้จักบ่าวสาวมากขึ้นครับ แล้วก็ถึงเวลาที่บ่าวสาวจะต้องกล่าวขอบคุณแขกแล้ว

ต้น กล่าวประมาณว่า"รู้สึกเป็นเกียรติ และรู้สึกขอบคุณญาติผู้ใหญ่ที่ได้มาเป็นเกียรติให้เราในวันนี้ ขอบคุณญาติๆทุกคนที่ช่วยกันให้งานวันนี้ได้สำเร็จ ขอบคุณเพื่อนๆที่ไม่เคยลืมกันและยังสามัดคคีเหนียวแน่นกันอยู่เสมอ และขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ทีได้ดูแลต้นับลินมาอย่างดีด้วยความรัก จนเราได้มีวันนี้..."
หลิน กล่าวประมาณว่า"ขอบคุณแขกทุกท่านที่มาร่วมเป็นพยานรักของเราในวันนี้ค่ะ"
แล้วก็ถึงไฮไลท์ของงานครับ พิธีการลอดซุ้มกระบี่
พิธีการลอดซุ้มกระบี่ถือว่าเป็นพิธีอันทรงเกียรติครับ ไม่ใช่ทำเพราะโก้เก๋ เพราะกระบี่นี้เป็นกระบี่ที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ การลอดซุ้มกระบี่นี้เป็นพิธีการต้อนรับเจ้าสาวเข้าสู่สังคมของทหาร และเป็นการย้ำให้คู่สมรสตระหนักด้วยว่า นับแต่นี้ไปคู่สมรสจะต้องมีหน้าที่ให้การสนับสนุน ส่งเสริม การทำงานของอีกฝ่ายที่มีหน้าทีในการรักษาอธิปไตยและความสงบของชาติต่อไปครับ
หลังลอดซุ้มกระบี่แล้ว ก็จะเป็นการตัดเค้กครับ เขาบอกประวัติของการตัดเค้กไว้ว่างี้
เริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยก่อนคริสต์กาล เมื่อญาติพี่น้องของทั้งเจ้าบ่าว และเจ้าสาวมารับประทาน อาหารร่วมกัน จะมีการโปรยแป้งสาลี เพื่อแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของชีวิตครอบครัวใหม่ ในสมัยเก่าก่อนนั้นเจ้าสาวจะเป็นผู้ตัดเค้ก เพราะเค้กเปรียบประดุจเจ้าสาวที่งดงาม การตัดเค้กเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการตัดสินใจสละโสด ก้าวเข้าสู่ชีวิตครอบครัว นอกจากนั้นในงาน เจ้าสาวจะตัดเค้กแจกให้เพื่อนๆทุกคน ส่วนสาวๆ ที่ได้รับส่วนแบ่งขนมเค้ก จะนำขนมเค้กไปวางไว้ใต้หมอน ว่ากันว่าจะทำให้นอนหลับฝันเป็นหน้าเจ้าบ่าวในอนาคต ต่อมาได้เปลี่ยน มาเป็นคู่บ่าวสาวร่วมกันตัดเค้ก เค้กแต่งงานเป็นตัวแทนแห่งความหวานของชีวิตคู่

เพื่อนๆและน้องๆที่มาร่วมทำซุ้มกระบี่ครับ
เพื่อนๆsl48 และ บฉ.ครับ

เพื่อนๆและน้องๆที่มาร่วมทำซุ้มกระบี่

เพื่อนๆ บฉ.ห้อง ๑๑
เพื่อนๆ SL48 มิตรภาพที่แน่นแฟ้นยาวนาน
แก๊งเดียวกัน
ส่งตัวเข้าหอครับ
ขอบคุณทุกคนที่ทำให้งานของเราสำเร็จด้วยดีครับ

Our Wedding's day.

วันชื่นคืนสุข ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑

แล้ววันแต่งงานของเราก็มาถึง ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเราเตรียมงานกันทุกวัน ยอมรับว่าเตรียมงานแต่งนี่มันเหนื่อยและก็วุ่นพอสมควร แต่เมื่อวันนี้มาถึงความเหนื่อยต่างๆที่ผ่านมามันหายเป็นปลิดทิ้งเลย มันมีแต่แต่รอยยิ้มของความสุขเข้ามาแทนที่ จำได้ว่าในงานทั้งวันยิ้มไม่หุบเลยทั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาว เราต่างก็มีความสุขครับ



งานตอนเช้าจัดพิธีกันที่บ้านกู๋รงค์(บ้านน้าชายของหลิน)ครับ

เริ่มตั้งแต่ไหว้พระภูมิและเจ้าที่(ไหว้แบบคนจีน)ก็จะมีการรินน้ำชาและเหล้าถวายเป็นจำนวน ๓ ครั้ง แล้วก็ลา งานนี้มีอาโตคอยประกบตลอดเลย เพราะเจ้าบ่าวเจ้าสาวก็ยังงงๆกับขั้นตอนอยู่

หลังจากนั้นก็เป็นพิธีสงฆ์ครับ งานนี้พระมาเช้ามากเลย(ประมาณ ๖ โมง) กลายเป็นว่าพระต้องมานั่งรอคู่บ่าวสาว น่าอายจริงๆ ก่อนจบพิธีสงฆ์ก็จะมีการถวายสังฆทาน ตักข้าวใส่บาตรร่วมกันระหว่างคู่บ่าวสาว ถวายข้าวพระแล้วก็จบด้วยการกรวดน้ำ รับพรพระ เสร็จพิธีสงฆ์คู่บ่าวสาว ก็ต้องแยกกันซะแล้ว ให้คู่บ่าวสาวได้เตรียมตัวสำหรับพิธีต่อไปครับ
เตรียมของขันหมากครับ
ญาติๆมากันเยอะมากเดินทางมาจากขอนแก่นบ้าง กทม.บ้าง ปทุมธานีบ้าง นับรถที่มาร่วมขบวนแห่ขันหมากดูแล้วได้ราวๆ ๒๐คัน
ขบวนขันหมากตั้งกันแค่ที่หน้าบ้านเองครับ


กว่าจะฝ่าประตูแต่ละด่านมาได้ ทำเอาเจ้าบ่าวเหงื่อตกเลย

จัดสินสอดครับ

คุณแม่โรยถั่วโรยงาอวยพรบ่าวสาวครับ
พอโรยถั่วโรยงาเสร็จพานสินสอดก็มีสภาพนี้
คู่บ่าวสาวสวมแหวนแต่งงานให้กันครับ
พิธีรับไหว้ครับ
สวมมงคลให้คู่บ่าวสาว
คุณพ่อหลั่งน้ำพระพุทธมนต์อวยพรบ่าวสาว
ถ่ายรุปร่วมกันหลังเสร็จพิธีครับ