Custom Search

วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ผู้นำ กับเกมหมากรุก


ในกระดานหมากรุก



ขุน ก็เปรียบเสมือนผู้นำ




การที่จะชนะได้ ไม่ใช่ด้วยตัวขุน...

แต่ชนะกัน ด้วยกำลังของหมากอื่นๆ

และอีกฝ่ายหนึ่งจะแพ้ ก็เมื่อ...

หมากอื่นๆของตน ป้องกันขุนฝ่ายตนไม่ได้

ดังนี้ จึงเห็นได้ว่า...

ขุน จะเป็นปกติอยู่ได้ ไม่มีภัยมาแก่ตัว

ก็เมื่อหมากตัวอื่นๆยังมีกำลังอยู่

ผู้นำ จะประสบความสำเร็จได้

จึงไม่ใช่ด้วยกำลังของตน

แต่ได้ด้วยกำลังของบริวารทั้งมวล

Circumcision : วิธีขลิบหนังหุ้มปลาย


วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

หนังสือดี 100 ชื่อเรื่องที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน

หนังสือดี 100 ชื่อเรื่องที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน

1) กลุ่มเด็กวัย 3-6 ปี (ผู้ใหญ่อ่านให้ฟัง, อ่านด้วยกัน , อ่านเอง)
1.กระต่ายน้อยกับหินวิเศษ -สมบูรณ์ ศิงฆมานนท์
2.ขอแม่ให้ลูกนก - บุญสม เอรวารพ
3.ต้นไม้ในสวน - ชีวันวิสาสะ
4.บทดอกสร้อยสุภาษิตประกอบภาพ - กรมศิลปากร
5.ปลาบู่ทอง - กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ
6.ผีเสื้อและผึ้งน้อย - อำนาจเย็นสบาย
7.ฟ้าจ๋าอย่าร้อง - ส.พุ่มสุวรรณ
8.ยายกะตา - บุญสม เอรวารพ
9.รถไม้ของขวัญ - อิทธิพล วาทะวัฒนะ
10.เสือโค - หม่อมดุษฎี บริพัตร ณ อยุธยา , รัตนา อัตถากร
11.สำนึกของปลาทอง - วิรุณ ตั้งเจริญ
12.หนูมากับหนูมี - สมใจ ทิพย์ขัยเมธา
13.หนูอ้อกวาดบ้าน - อุไร ฟ้าคุ้ม
14.เอื้องแซะสีทอง นิยายการ์ตูนชาวเขา - วิชา พรหมจันทน์
15.อำเภออึกทึก - ดำรงศักดิ์ บุญสู่

2) กลุ่มเด็กวัย 7-12 ปี (แบ่งตามประเภท เป็นนิทานภาพกับนิยายเรื่อง)
2.1กลุ่มนิทานภาพ
16.การ์ตูนประวัติบุคคลสำคัญ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ - พรชมภู
17.ข้าวเขียวผู้เสียสละ - วิริยะ สิริสิงห
18.เด็กชายผู้ไม่ยอมเปิดหน้าต่าง - กานติ ณ ศรัทธา
19.ต้นไม้ - จารุพงษ์ จันทรเพชร
20.ตาอินกับตานา - เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
21.นโมแห่งบ้านไม้ - อรุณ วัชระสวัสดิ์
22.นางในวรรณคดี - มาลัย
23.นิทานชาวเขา - สมศักดิ์ ศรีมาโนชน์ , สุนทร สุนันท์ชัย
24.นิยายภาพ 4 เรื่อง 4 รส - เตรียม ชาชุมพร
25.นิทานภาพพุทธรักษา - ฐะปะนีย์ นาครทรรพ และคณะ
26.เปลือกหอยกับความสุข - มานิต ประภาษานนท์ , สุธีรา สาธิตภัทร
27.ผึ้งน้อยในสวน - สิรินทร์ ช่วงโชติ
28.พระเวสสันดร - ปันยา ไชยะคำ
29.ไม่อยากเป็นควาย - สายสุรีย์ จุติกุล , แสงอรุณ รัตกสิกร
30."เรณู - ปัญญา"เที่ยวรถไฟ - กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ
31.ลูกหงส์กตัญญู - พรจันทร์ จันทวิมล
32.เล่นกลางแจ้ง - ปรีดา ปัญญาจันทร์
33.สิงโตเจ้าปัญญา - ถวัลย์ มาศจรัส
34.สุดสาคร และวีรชนในประวัติศาสตร์ไทย -- ประยุทธ เงากระจ่าง
35.โสนน้อยเรือนงาม - มล.มณีรัตน์ บุนนาค
36.หนังสือชุดภาพประกอบคำบรรยาย และหนังสือชุดภาพและการ์ตูน - เหม เวชกร
37.หนังสือชุดภาพและการ์ตูน - สมควร สกุลทอง และประเทือง มุทิตาเจริญ
38.หนังสือภาพชุด ภาพวิจิตรวรรณคดี - นายตำรา ณ เมืองใต้
39.หนังสือภาพประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ - กาญจนาคพันธุ์

2) กลุ่มเด็กวัย 7-12 ปี (แบ่งตามประเภท เป็นนิทานภาพกับนิยายเรื่อง)
2.2กลุ่มนิทาน / นิยายเรื่อง
40.เขาชื่อเดช - กาญจนา นาคนันท์
41.ครูไหวใจร้าย - ผกาวดี
42.เชียงเหมี้ยง - คำหมาน คนไค
43.นกกางเขน - หลวงกีรติวิทโยฬาร และอร่าม สิทธิสารีบุตร
44.นิทานคติธรรม - แปลก สนธิรักษ์
45.นิทานชาดก ระดับประถม - ฉบับกรมวิชาการ
46.นิทานไทย - พระยาอุปกิตศิลปสาร และหลวงศรีอมรญาณ
47.นิทานพื้นบ้าน - เต็มสิริ บุญยสิงห์
48.นิทานร้อยบรรทัด - กรมวิชาการ
49.นิทานสุภาษิต - สามัคยาจารย์สมาคม
50.นิทานอีสป - พระยาเมธาวดี
51.นิยายดาว - สิงโต ปุกหุต
52.พระพุทธเจ้าของฉัน - สันติสุข โสภณศิริ
53.พ่อแม่รังแกฉัน - พระยาอุปกิตศิลปสาร
54.เรื่องของม่าเหมี่ยว - สุมาลี
55.ลูกสัตว์ต่างๆ - ขุนสรรคเวทย์ , นายกี่ กิรติ วิทโยฬาร , ขุนศึกษกิจพิสัณห์
56.โลกของหนูแหวน - ศราวก
57.หนังสือชุดนิทาน - ส.พลายน้อย
58.หนังสือผจญภัยชุดค้นพบตนเอง(6 เล่ม) - นิคม รายยวา
59.หนังสือชุดเล่าเรื่องวรรณคดีไทย (ชุดประถม และมัธยม) - กรมวิชาการ
60.อาณาจักรปลาทอง - ถนัดกิจ ปิณินทรีย์61.อุดมเด็กดี - กีฬา พรรธนะแพทย์

3) กลุ่มเด็กและเยาวชนวัย 13-18 ปี (แบ่งตามประเภท เป็นกวีนิพนธ์ , เรื่องสั้น , นวนิยาย)
3.1 กวีนิพนธ์
62.ก็พอใจอยากจะรักให้หนักหนา - ศักดิ์สิริ มีสมสืบ
63.คำหยาด - เนารัตน์ พงษ์ไพบูลย์
64.นักฝันข้างถนน - วารี วายุ
65.ใบไม้ที่หายไป - จิระนันท์ พิตรปรีชา
66.ม้าก้านกล้วย - ไพวรินทร์ ขาวงาม
67.มีรังไว้ให้รักอุ่น - ศุ บุญเลี้ยง

3.2 เรื่องสั้น
68.100 ปี เรื่องสั้นไทย - สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
69.คือหญิงอย่างยิ่งนี้ รวมเรื่องสั้นบทกวีเกี่ยวกับผู้หญิง - สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
70.ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว - ท.เลียงพิบูลย์
71.รวมเรื่องสั้น - ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
72.เรื่องสั้นคัดสรร - เสกสรร ประเสริฐกุล
73.สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน - วินทร์ เลียววาริน
74.เสาหินแห่งกาลเวลา รวมเรื่องสั้นศิลปินแห่งชาติ - สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย

3.3 นวนิยาย
75.ข้าวนอกนา - สีฟ้า
76.เขี้ยวเสือไฟ - มาลา คำจันทร์
77.คนข้ามฝัน - ประชาคม ลุนาชัย
78.คือรักและหวัง - วัฒน์ วรรยางกูร
79.คุณชาย - ว.วินิจฉัยกุล
80.คำอ้าย - ยงค์ ยโสธร
81.เจ้าพ่อ-เจ้าเมือง - อาจินต์ ปัญจพรรค์
82.ชีวิตของฉันลูกกระทิง - บุญส่ง เลขะกุล
83.เชิงผาหิมพานต์ - สุชีพ ปุญญานุภาพ
84.ดอกไม้บนภูเขา - สองขา
85.เด็กชายจากดาวอื่น - วาวแพร
86.เด็กชายชาวเล - พนม นันทพฤกษ์
87.บึงหญ้าป่าใหญ่ - เทพศิริ สุขโสภา
88.บูโนคนกลิ่นหญ้า - ภาคภูมิ ศิริอาชาวัฒนา
89.ปูนปิดทอง - กฤษณา อโศกสิน
90.ผีเสื้อและดอกไม้ - นิพพาน
91.พระจันทร์สีน้ำเงิน - สุวรรณี สุคนธา
92.มหกรรมในท้องทุ่ง - อัศศิริ ธรรมโชติ
93.เมืองนิมิต - เรียมเอง
94.ไม้ดัด - โบตั๋น
95.เรือกับรั้ว - เทพศิริ สุขโสภา ,วัลลภ แม่นยำ
96.เรื่องเล่าจากดาวดวงหนึ่ง - พิษณุ ศุภ
97.ลำเนาป่า - ศิเรมอร อุณหธูป
98.เวลาในขวดแก้ว - ประภัสสร เสวิกุล
99.องคุลีมาล - สมัคร บุราวาศ
100.อมตะ - วิมล ไทรนิ่มนวล

สามัคคี คือ พลัง

คุณธรรมความสามัคคีตามแนวพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
28 มีนาคม พ.ศ. 2550 06:00:00

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : “...ในปัจจุบันนี้เป็นที่ทราบว่า ประเทศชาติอยู่ในภาวะที่ต้องอาศัยความเข็มแข็ง เพื่อที่จะให้อยู่รอด ประเทศไทยจะอยู่ได้ก็ด้วยทุกคน ทุกฝ่ายสามัคคีกัน ความสามัคคีนั้นได้พูดอยู่เสมอว่าต้องมี แต่อาจจะเข้าใจยากว่าทำไมสามัคคีจะทำให้บ้านเมืองอยู่ได้ สามัคคีก็คือ การเห็นแก่บ้านเมืองและช่วยกันทุกวิถีทาง เพื่อที่จะสร้างบ้านเมืองอยู่ได้

สามัคคีนี้ก็คือ การเห็นแก่บ้านเมือง และช่วยกันทุกวิถีทาง เพื่อที่จะสร้างบ้านเมืองให้เข้มแข็ง ด้วยการเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน และไม่ทำลายงานของกันและกัน และทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ต้องส่งเสริมงานของกันและกัน และไม่ทำลายงานของกันและกัน มีเรื่องอะไรให้ได้พูดปรองดองกัน อย่าเรื่องใครเรื่องมัน และงานก็ทำงานอย่างตรงไปตรงมา นึกถึงประโยชน์ส่วนรวม...” (พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานในพิธีประดับยศนายตำรวจชั้นนายพล ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๑๙)

จากพระราชดำรัสดังกล่าว พอจะสรุปได้ว่า ความสามัคคี คือ ความสามารถจะทำงานเพื่อส่วนรวม หรือความพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกันและกัน เพื่อเอื้อประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งความสามัคคีแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ ความสามัคคีของวิชาการ และความสามัคคีในจิตใจ

ความสามัคคีวิชาการ คือ การประสานความรู้ และทักษะของผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ มากมาย เพื่อส่งผลสำเร็จในด้านต่าง ๆ มาสู่ประเทศ
ความสามัคคีในจิตใจเป็นลักษณะของการปรองดองกัน โดยเกิดจากความเมตตากรุณากันและกัน มีจิตใจผูกพันที่จะช่วยเหลือกันและกัน เพื่อให้งานนั้น ๆ บรรลุเป้าหมาย
คำว่า “สามัคคี” แปลว่า ความพร้อมเพรียง ได้แก่ ความพร้อมเพรียงกันทางกายวาจา และใจ พร้อมเพรียงช่วยกันทำกิจที่บังเกิดผลเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม พร้อมเพรียงกันทำงานในหน้าที่ของตน ใครมีหน้าที่อย่างไร ก็ทำอย่างนั้น ตั้งใจทำให้เต็มกำลัง เต็มความสามารถของตน อย่างนี้เรียกว่า “สามัคคี”

ปัจจัยเกื้อหนุนให้เกิดความสามัคคี คือ ความสามัคคีกลมเกลียวกัน หรือความร่วมมือและร่วมใจกัน เป็นสิ่งที่สำคัญที่คนไทยทุกคน ๆ คนพึงมีอยู่ในจิตสำนึก และช่วยกันสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น พื้นฐานที่สุดของการจรรโลงความสามัคคีกลมเกลียวกันให้บังเกิดขึ้น และดำรงอยู่ต่อไปอย่างแน่นแฟ้น คือ การรู้จักหน้าที่ของตนเอง ในหมู่สมาชิกของสังคม และประเทศนั้น ๆ กล่าวคือ ผู้ใดมีภาระหน้าที่อันใดอยู่ ก็เร่งกระทำให้สำเร็จลุล่วงไปให้ทันการณ์ทันเวลา โดยเต็มกำลัง ความรู้ ความสามารถ และโดยบริสุทธิ์จริงใจ ผลงานของแต่ละคนจักได้ประกอบส่งเสริมกันขึ้นเป็นความสำเร็จและความมั่นคงของชาติ

การที่จะเกิดความสามัคคีได้ในการกระทำต้องเริ่มจากใจภายในเสียก่อน ถ้าทุกคนมีความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันแล้ว ประเทศชาติย่อมคลาดแคล้วจากภัยของศัตรู และตั้งมั่นมีความสุขสมบูรณ์อยู่ได้ หากขาดความสามัคคี ไม่รักใคร่ไว้วางกัน ปราศจากความปรองดองเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน การดำเนินงานย่อมจะไม่สำเร็จ ธรรมที่เสริมสร้างความสามัคคีของหมู่คณะคือ สังคหวัตถุ ๔ ประการซึ่งได้แก่
ทาน คือ การให้ปันของแก่ผู้อื่นที่ควรให้ปัน ตลอดจนให้ความรู้ ความเข้าใจ และศิลปวิทยา
ปิยวาจา คือ พูดจาปรารัยด้วยถ้อยคำอ่อนหวานไพเราะเป็นที่เจริญใจ มีวาจาที่นิ่มนวลไพเราะ อ่อนหวาน เป็นคุณ ทำให้เกิดความพอใจแก่ผู้ได้ยินได้ฟัง
อัตถจริยา คือ การประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กันและกัน ช่วยเหลือกันด้วยกำลังกาย กำลังความคิด และกำลังทรัพย์ เป็นต้น
สมานัตตตา คือ ความเป็นผู้วางตนเหมาะสม ประพฤติปฏิบัติตามที่ควรจะเป็น วางกิริยาอัธยาศัยให้เหมาะกับฐานะ หรือตำแหน่งหน้าที่ การเสริมสร้างความสามัคคี มีแต่ได้ไม่มีเสียหาย ขอให้ปรารถนาดีต่อกันอย่างจริงจัง และปฏิบัติตามธรรม ๔ ประการ ข้างต้น

เมื่อได้ประพฤติปฏิบัติ ความสามัคคีย่อมจะเกิดขึ้น เมื่อเกิดความสามัคคีขึ้นแล้ว การงานทุกอย่างแม้จะยากสักเพียงใด ก็กลายเป็นง่าย ชีวิตมีแต่ความราบรื่น แม้จะเกิดอุปสรรคก็สามารถขจัดให้หมดสิ้นได้ ดังคำกล่าวที่ว่า “สามัคคีคือพลัง” เพียงแต่ทุกคนดำรงชีวิตบนพื้นฐานแห่งคุณธรรม ให้ทุกคนมีความรัก และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีความสามัคคีและเสียสละเพื่อส่วนรวม ดังพุทธภาษิตว่า “สุขา สงฆสส สามคี แปลว่า ความสามัคคีของหมู่ทำให้เกิดสุข”

เอกสารอ้างอิง คู่มือครู :การอบรมความรู้และจริยธรรมเพื่อชีวิตตอนที่ ๒
เขียนโดยอาจารย์กนก จันทร์ขจร หนังสือวัฒนธรรมกับสันติภาพ
ของ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

วันอาสาฬหบูชา

วันอาสาฬหบูชา (บาลี: อาสาฬหปูชา; อังกฤษ: Asalha Puja) เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของชาวพุทธเถรวาทและวันหยุดราชการในประเทศไทยคำว่า อาสาฬหบูชา ย่อมาจาก "อาสาฬหปูรณมีบูชา" แปลว่า "การบูชาในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ" อันเป็นเดือนที่สี่ตามปฏิทินของประเทศอินเดีย ตรงกับวันเพ็ญ เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ซึ่งมักจะตรงกับเดือนมิถุนายนหรือเดือนกรกฎาคม แต่ถ้าในปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็ให้เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 8 หลังแทน สำหรับในปี พ.ศ. 2552 นี้ วันอาสาฬหบูชาจะตรงกับวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม ตามปฏิทินสุริยคติ
วันอาสาฬหบูชาได้รับการยกย่องเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เนื่องจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 45 ปี ก่อน
พุทธศักราช ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 คือวันอาสาฬหปุรณมีดิถี หรือวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นมคธ อันเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนาเป็นครั้งแรกเป็นปฐมเทศนา คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แก่ปัญจวัคคีย์
การแสดงธรรมครั้งนั้นทำให้พราหมณ์โกณฑัญญะ 1 ใน 5
ปัญจวัคคีย์ เกิดความเลื่อมใสในพระธรรมของพระพุทธเจ้า จนได้ดวงตาเห็นธรรมหรือบรรลุเป็นพระอริยบุคคลระดับโสดาบัน ท่านจึงขออุปสมบทในพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา พระอัญญาโกณฑัญญะจึงกลายเป็นพระสงฆ์องค์แรกในโลก และด้วยเหตุที่ท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคล (อนุพุทธะ) เป็นคนแรก จึงทำให้ในวันนั้นมีพระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์เป็นครั้งแรกในโลก คือ มีทั้งพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้วันนี้ถูกเรียกว่า "วันพระธรรม" หรือ วันพระธรรมจักร อันได้แก่วันที่ล้อแห่งพระธรรมของพระพุทธเจ้าได้หมุนไปเป็นครั้งแรก และ "วันพระสงฆ์" คือวันที่มีพระสงฆ์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก อีกด้วย
เดิมนั้นไม่มีการประกอบพิธีการบูชาในเดือน 8 หรือวันอาสาฬหบูชาในประเทศพุทธ
เถรวาทมาก่อน จนมาในปี พ.ศ. 2501 การบูชาในเดือน 8 หรือวันอาสาฬหบูชาจึงได้เริ่มมีขึ้นในประเทศไทย ตามที่คณะสังฆมนตรี ได้กำหนดให้วันนี้เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2501 โดยคณะสังฆมนตรีได้มีมติให้เพิ่มวันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาในประเทศไทย ตามคำแนะนำของ พระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารี)โดยคณะสังฆมนตรีได้ออกเป็นประกาศสำนักสังฆนายกเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 กำหนดให้วันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาพร้อมทั้งกำหนดพิธีอาสาฬหบูชาขึ้นอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีพิธีปฏิบัติเทียบเท่ากับวันวิสาขบูชาอันเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาสากล
อย่างไรก็ตาม วันอาสาฬหบูชาถือเป็นวันสำคัญที่กำหนดให้กับวันหยุดของรัฐเพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น ส่วนในต่างประเทศที่นับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาทอื่น ๆ ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับวันอาสาฬหบูชาเทียบเท่ากับ
วันวิสาขบูชา