Custom Search

วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Adjustment : การปรับตัว

นักเดินเรือ...ที่เก่งกาจคนหนึ่ง...เคยกล่าวไว้ว่า...
"เรือ...ที่ฝ่าผ่านพายุออกมาได้...มักจะแล่นไปข้างหน้า...
แบบสบายๆ...ท่ามกลางคลื่นลม..."

มหาสมุทร...เป็นธรรมชาติที่มีอำนาจมหาศาล...
แล้วเรือ...ก็เป็นเพียงเศษเสี้ยว...ของพลังเล็กๆ...
นักเดินเรือที่เก่ง...จะเข้าใจสัจธรรมนี้...

เขารู้ว่า...ทำอย่างไร...เครื่องยนต์ของเรือ...
จึงจะปรับตัว...เข้ากับจังหวะของท้องทะเล...
เขาไม่ได้เร่งเครื่องจนสุดกำลัง...เพื่อจะดันเรือฝ่าคลื่นออกไป...
แต่เขาปรับ...ความเร็ว...ให้เข้ากับจังหวะของคลื่น...
เพื่อใช้กำลังมหาศาลของคลื่น...มาเป็นแรงส่งเรือ...

เทคนิคนี้...นำมาใช้กับคน...ได้เช่นเดียวกับเรือ...
เรือ...เปรียบเหมือนกับยศ...ลาภ...ตำแหน่ง...
คลื่น...เปรียบเหมือนกับอุปสรรค
นักเดินเรือ...คือตัวเรา

คลื่นยิ่งแรง...เกรี้ยวกราด...ก็เหมือนอุปสรรคยิ่งใหญ่...ที่เรือต้องฝ่าไปให้ได้
เรือลำเล็ก...ก็อยู่ได้แค่ในแม่น้ำลำคลอง...ที่สงบนิ่ง...
เรือยิ่งใหญ่...ก็ยิ่งผจญคลื่นลมที่แรงได้มากขึ้น...ตั้งแต่แม่น้ำไปจนถึงมหาสมุทร...

คน...ที่มีประสบการณ์แก่กล้า...เปรียบเหมือนนักเดินเรือที่มากประสบการณ์...
สามารถขับเคลื่อนเรือ...ฝ่าได้ในทุกคลื่นลม...อย่างไม่เกรงกลัวอันตรายใดๆ...

คน...จะทำงานประสบความสำเร็จได้...จึงต้องรู้จักปรับตัวตามสภาพแวดล้อม...
แล้วใช้พลังของสิ่งที่อยู่รอบตัว...มาเป็นพลังขับเคลื่อน...ให้เป้าหมายสำเร็จ...

แต่คนจะปรับตัวได้เก่ง...ต้องฝึกฝน...ต้องปฏิบัติ...
จะฝึกฝน...จนเก่ง...แก่กล้าได้...ต้องหมั่นศึกษา...

วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Positive Thinking : มองโลก...แง่ดี

คนที่มองโลกในแง่ดี...กับ...คนที่มองโลกในแง่ร้าย....
ชีวิตมักต่างกันออกไปทุกที...

หลายครั้ง...ต้องหงุดหงิดใจกับใครหลายคน...เพียงเพราะว่า...
...เขาไม่ทำตามหน้าที่...

บางครั้งอดไม่ได้ที่จะมองคนเหล่านี้...ในแง่ร้าย
บางครั้งเลย...หงุดหงิด...กับ...
ตำรวจ...บางคน...ที่คอยขูดรีดประชาชน
ผู้พิพากษา...บางคน...ที่ไร้ความยุติธรรม
นักการเมือง...บางคน...ที่ไร้จริยธรรม
อาจารย์...บางคน...ที่ไร้คุณธรรม
นักเรียน...บางคน...ที่ไร้จิตสำนึกในความเป็นนักเรียน

พอมองตามความเป็นจริง...ทำให้เห็นภาพด้านบวก...
ก็คิดได้ว่า...
ตำรวจ...ที่ขูดรีดประชาชน...เขาไม่ใช่ตำรวจ
ผู้พิพากษา...ที่ไม่ให้ความยุติธรรม...เขาไม่ใช่ผู้พิพากษา
นักการเมือง...ที่ไร้จริยธรรม...เขาไม่ใช่คนของประชาชน
อาจารย์...ที่ไร้คุณธรรม...เขาไม่อาจเป็นอาจารย์
นักเรียน...ที่ไร้จิตสำนึก...เขาไม่ใช่นักเรียน

เคยมีผู้ใหญ่...สอนไว้ว่า...
"ถ้าเจ้า...มัวแต่มองหาความชั่วของคนอื่น...
ความชั่วทั้งมวล...จะมารวมอยู่ที่ตัวเจ้า...
เพราะใจเจ้าจะใฝ่หาแต่ความชั่ว..."

ปาก...มีหน้าที่พูด...เราสามารถเลือกได้...
ว่าจะพูดดี...หรือ...ชั่ว...

ใจ...มีหน้าที่คิด...เราสามารถเลือกได้...
ว่าจะคิดดี...หรือ...คิดชั่ว...

ถ้าปากพูดชั่ว...จะเป็นลางปาก...
ถ้าใจคิดชั่ว...จะเป็นลางใจ

แตถ้า...คิดดี...พูดดี...ชีวิตย่อมพบเจอแต่สิ่งดี

วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Set life Yourself : กำหนดชีวิต...ด้วยตนเอง

เขากล่าวว่า...จงระวัง...ความคิด...เพราะ
ความคิด...นำไปสู่...คำพูด
คำพูด...นำไปสู่...การกระทำ
การกระทำซ้ำๆ...ก่อให้เกิด...นิสัย
นิสัย...นำไปสู่...บุคลิกภาพ
บุคลิกภาพ...กำหนด...ชะตาชีวิต

ถ้าพิจารณา...ด้วยเหตุผล...สรุป
เรากำหนด...ชะตาชีวิตเรา...ด้วยความคิดเรา

หลายคน...ชอบดูหมอ
หมอดูทัก...เรื่องดี...ดีใจ
หมอดูทัก...เรื่องร้าย...กังวลใจ
สุดยอด...ของหมอดู คือ...แม่น
แต่คำทำนาย...ไม่ได้ทำให้เราเป็น

คนไทยส่วนใหญ่...ยังคิดไม่เป็น...เชื่อคนอื่น...มากกว่าจะพิจารณาด้วยเหตุผล
สิ่งหนึ่งที่สะท้อนได้ชัดเจน...คือ...ป้ายหน้าบ้าน...ที่ว่า
"บ้านนี้ดี...อยู่แล้วรวย"
"ร้านนี้ดี...ค้าขายรวย"

คนขยัน...คนสู้ชีวิต...คนมีความคิด...ไม่มีป้ายนี้...ก็รวยได้
คนขี้เกียจ...คนไม่สู้งาน...คนคิดไม่เป็น...แขวนป้ายนี้เต็มบ้าน..ก็ไม่รวย
เพราะ...ป้ายไม่ได้ทำให้ใครรวย...นอกจากคนขายป้าย

ถ้าจะแขวน...ก็แขวนไว้เพียง...
เตือนสติ...เป็นกำลังใจ...ให้ระลึกว่า...สักวัน...จะต้องรวย...ถ้าขยัน
อย่าหวังว่า...ป้าย...ทำให้เรารวย
ไม่เช่นนั้น...ถ้ารวยจริง...สักวันอาจทำให้สงสัยว่า...
ที่รวย...เพราะกูเก่ง...หรือเพราะป้าย

และถ้าป้ายมีอิทธิฤทธิ์ที่ทำให้รวยได้จริง...โดยเราไม่ต้องใช้ความสามารถ
ผมจะซื้อมาแขวนทุกห้องในบ้าน...ในที่ทำงาน...
"ส้วมนี้ดี...ขี้แล้วรวย"
จะนั่งเบ่งทั้งวัน...เผื่อว่าจะมีทองออกมาเป็นก้อนๆ

คนจะประสบความสำเร็จ...ที่ยิ่งใหญ่...มิใช่เพราะคนอื่น
แต่สำเร็จได้...ด้วยน้ำพักน้ำแรงของเรา...ด้วยความคิดของเรา

เริ่มต้นที่...ความคิด...แล้วจะกำหนดชะตาตนเองได้

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Don't change someone:อย่าคิด...ที่จะเปลี่ยนแปลง...คนอื่น

คนเรานี่มันแปลก...
เวลาใครทำอะไร...ไม่ถูกใจเรา...
มันจะเกิดความคิด...ทำไมมันไม่ทำอย่างนั้น...ไม่เป็นอย่างนี้...
อยากเปลี่ยนเขา...ให้เป็นอย่างที่เราคิด...

ยังดี...ที่ความคิดนั้น...มันก็เป็นแค่ความคิด...
มันเปลี่ยนคนอื่น...ไม่ได้

เวลาทำงาน...เจอเพื่อนร่วมงาน...เอาเปรียบ...เห็นแก่ตัว
ถึงเวลาเริ่มงาน...มันมาสาย
ในเวลาทำงาน...มันหลบๆอู้ๆ
ถึงเวลาเลิกงาน...มันกลับบ้านไปก่อนเวลาอีก...
ไม่สนใจ...ปิดไฟ...ปิดแอร์...การงานคั่งค้าง

เราต้องมาคอยดูแล...ไม่งั้นไม่เรียบร้อย

ก็เผลอคิดว่า...ไอ้พวกนี้...มันขุดมาจากหลุมไหน...
มัน...เลว...สิ้นดีจริงๆ

ถามว่ามีเพื่อนร่วมงานแบบนี้ดีไหม?
(...)

คิดว่าเพื่อนร่วมงานแบบนี้ไร้ค่าไหม?
(...)

คิดว่าเพื่อนร่วมงานแบบนี้เคยทำอะไรให้ดีขึ้นไหม?
(...)

เราไม่อยากจะทำงาน...กับคนพวกนี้
อยากให้...มันถูกปลดออกไปให้หมด


สมมุติว่าวันหนึ่ง...คนเลวๆ...ชั่วๆ...หลบๆ...อู้ๆ...
เอาเปรียบ...เห็นแก่ตัว...ถูกปลดหมด

แล้วรับคนใหม่เข้ามา...
เอาคนดี...ขยัน...รับผิดชอบ...มีวิสัยทัศน์...
ทำงานเก่ง...ฝีมือดี...นิสัยดี...เสียสละเพืื่อส่วนรวม
เข้ามาทำงานแทน
ตามที่เราต้องการ

จะดีไหม?
(...)

เราจะมีความสุขที่ได้ร่วมงานกับคนเหล่านี้ไหม...?
(...)


ตอนนี้...เราได้เอาคนที่เลวกว่าเรา...ออกไปหมดแล้ว


แล้วใครล่ะ...จะเป็นคนเลวที่สุด...ในขณะนี้?
(...)

เวลาประเมินผลงานประจำปี...ใครล่ะ...จะได้คะแนนประเมินต่ำสุด?
(...)

ตกลงถ้ารอบข้างเรา...มีแต่คนแสนดี...แล้วดีไหม?

ฉะนั้นเราเป็นคนดีได้...เพราะคนที่อยู่รอบข้าง...ดันเลวกว่าเรา

ถ้าหาก...ทุกคนเปลี่ยนคนอื่นได้...ดังใจคิด
คนทั้งโลก...จะดีหมด...ยกเว้นเรา

แต่ถ้าเราเปลี่ยนตัวเอง...ให้ดียิ่งขึ้น...
เราได้ประโยชน์เต็มๆ...เผลอๆ...เปลี่ยนโลกได้

คิดได้อย่างนี้...ทำงานที่ไหน...อยู่สังคมใด...ใจก็เป็นสุข

Beware Your Thinking:จงระวังความคิด

ความคิด...จะนำไปสู่...การกระทำ
การกระทำซ้ำๆ...จะเกิดเป็น...นิสัย
นิสัย...จะกลายเป็น...บุคลิกภาพ
บุคลิกภาพ...จะนำไปสู่...ชะตาชีวิต

อย่าแปลกใจ ถ้าชีวิตไม่ประสบความสำเร็จ...
เพราะที่ผ่านมา เราอาจ...คิดผิด...มาตลอด

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2552

คน...มักใช้ชีวิตตามอารมณ์

ผมกลับมาจากพักยาวแล้ว 8 วัน...
คนเคยทำงาน เวลาไม่ได้ทำงาน...บางทีมันก็รู้สึกทำตัวไร้ค่าเหมือนกัน
ทุกคน...เห็นว่าผมทำงานมาแล้วทุกวัน
พอถึงเวลาพักเรา...เลยไม่มีใครอยากให้เราทำอะไร...อยากให้พักผ่อนให้เต็มที่
หลายวันเข้า...ชักอึดอัด...ทุรนทุราย...จนแฟนไล่กลับบางไทรฯ
เลยกลับมา...อยากไล่ดีนัก

ผู้หญิง...นานๆเจอกันที...อาจจะปี สองปี
เห็นเขาชอบทักกันว่า...
แหม!เธอ...ไม่เจอกันนาน...ยังดูเหมือนเดิมเลยนะ
ผมเป็นผู้ชาย...เห็นผู้หญิงเขาชอบใช้กัน...เลยเอามาใช้บ้าง

หยุดยาว...มีโอกาสเจอเพื่อนผู้หญิง
เลยทักว่า...

"...ไม่เจอกันหลายปี...ดูเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ"
เพื่อน ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

ไม่รู้ยิ้ม เพราะอะไร
1.เข้าใจว่า...เป็นคำชม?
2.ดีใจที่ได้เจอเพื่อนเก่า

เรา...เอากลับมาคิดต่อ...
ไม่เจอกันหลายปี...เธอดูเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ...มันไม่มีการพัฒนาอะไรขึ้นมาเลย

ถ้าจะชม...ก็จะบอกว่า..."ไม่เจอกันนาน เธอดูดีขึ้นนะ"
คนฟังอาจงงๆว่า...แต่ก่อนฉันโทรมเหรอ?
แต่ที่แน่ๆ...เขายิ้มแน่...เพราะชม...ไม่ใช่ด่า

วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ผู้นำ กับเกมหมากรุก


ในกระดานหมากรุก



ขุน ก็เปรียบเสมือนผู้นำ




การที่จะชนะได้ ไม่ใช่ด้วยตัวขุน...

แต่ชนะกัน ด้วยกำลังของหมากอื่นๆ

และอีกฝ่ายหนึ่งจะแพ้ ก็เมื่อ...

หมากอื่นๆของตน ป้องกันขุนฝ่ายตนไม่ได้

ดังนี้ จึงเห็นได้ว่า...

ขุน จะเป็นปกติอยู่ได้ ไม่มีภัยมาแก่ตัว

ก็เมื่อหมากตัวอื่นๆยังมีกำลังอยู่

ผู้นำ จะประสบความสำเร็จได้

จึงไม่ใช่ด้วยกำลังของตน

แต่ได้ด้วยกำลังของบริวารทั้งมวล

Circumcision : วิธีขลิบหนังหุ้มปลาย


วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

หนังสือดี 100 ชื่อเรื่องที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน

หนังสือดี 100 ชื่อเรื่องที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน

1) กลุ่มเด็กวัย 3-6 ปี (ผู้ใหญ่อ่านให้ฟัง, อ่านด้วยกัน , อ่านเอง)
1.กระต่ายน้อยกับหินวิเศษ -สมบูรณ์ ศิงฆมานนท์
2.ขอแม่ให้ลูกนก - บุญสม เอรวารพ
3.ต้นไม้ในสวน - ชีวันวิสาสะ
4.บทดอกสร้อยสุภาษิตประกอบภาพ - กรมศิลปากร
5.ปลาบู่ทอง - กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ
6.ผีเสื้อและผึ้งน้อย - อำนาจเย็นสบาย
7.ฟ้าจ๋าอย่าร้อง - ส.พุ่มสุวรรณ
8.ยายกะตา - บุญสม เอรวารพ
9.รถไม้ของขวัญ - อิทธิพล วาทะวัฒนะ
10.เสือโค - หม่อมดุษฎี บริพัตร ณ อยุธยา , รัตนา อัตถากร
11.สำนึกของปลาทอง - วิรุณ ตั้งเจริญ
12.หนูมากับหนูมี - สมใจ ทิพย์ขัยเมธา
13.หนูอ้อกวาดบ้าน - อุไร ฟ้าคุ้ม
14.เอื้องแซะสีทอง นิยายการ์ตูนชาวเขา - วิชา พรหมจันทน์
15.อำเภออึกทึก - ดำรงศักดิ์ บุญสู่

2) กลุ่มเด็กวัย 7-12 ปี (แบ่งตามประเภท เป็นนิทานภาพกับนิยายเรื่อง)
2.1กลุ่มนิทานภาพ
16.การ์ตูนประวัติบุคคลสำคัญ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ - พรชมภู
17.ข้าวเขียวผู้เสียสละ - วิริยะ สิริสิงห
18.เด็กชายผู้ไม่ยอมเปิดหน้าต่าง - กานติ ณ ศรัทธา
19.ต้นไม้ - จารุพงษ์ จันทรเพชร
20.ตาอินกับตานา - เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
21.นโมแห่งบ้านไม้ - อรุณ วัชระสวัสดิ์
22.นางในวรรณคดี - มาลัย
23.นิทานชาวเขา - สมศักดิ์ ศรีมาโนชน์ , สุนทร สุนันท์ชัย
24.นิยายภาพ 4 เรื่อง 4 รส - เตรียม ชาชุมพร
25.นิทานภาพพุทธรักษา - ฐะปะนีย์ นาครทรรพ และคณะ
26.เปลือกหอยกับความสุข - มานิต ประภาษานนท์ , สุธีรา สาธิตภัทร
27.ผึ้งน้อยในสวน - สิรินทร์ ช่วงโชติ
28.พระเวสสันดร - ปันยา ไชยะคำ
29.ไม่อยากเป็นควาย - สายสุรีย์ จุติกุล , แสงอรุณ รัตกสิกร
30."เรณู - ปัญญา"เที่ยวรถไฟ - กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ
31.ลูกหงส์กตัญญู - พรจันทร์ จันทวิมล
32.เล่นกลางแจ้ง - ปรีดา ปัญญาจันทร์
33.สิงโตเจ้าปัญญา - ถวัลย์ มาศจรัส
34.สุดสาคร และวีรชนในประวัติศาสตร์ไทย -- ประยุทธ เงากระจ่าง
35.โสนน้อยเรือนงาม - มล.มณีรัตน์ บุนนาค
36.หนังสือชุดภาพประกอบคำบรรยาย และหนังสือชุดภาพและการ์ตูน - เหม เวชกร
37.หนังสือชุดภาพและการ์ตูน - สมควร สกุลทอง และประเทือง มุทิตาเจริญ
38.หนังสือภาพชุด ภาพวิจิตรวรรณคดี - นายตำรา ณ เมืองใต้
39.หนังสือภาพประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ - กาญจนาคพันธุ์

2) กลุ่มเด็กวัย 7-12 ปี (แบ่งตามประเภท เป็นนิทานภาพกับนิยายเรื่อง)
2.2กลุ่มนิทาน / นิยายเรื่อง
40.เขาชื่อเดช - กาญจนา นาคนันท์
41.ครูไหวใจร้าย - ผกาวดี
42.เชียงเหมี้ยง - คำหมาน คนไค
43.นกกางเขน - หลวงกีรติวิทโยฬาร และอร่าม สิทธิสารีบุตร
44.นิทานคติธรรม - แปลก สนธิรักษ์
45.นิทานชาดก ระดับประถม - ฉบับกรมวิชาการ
46.นิทานไทย - พระยาอุปกิตศิลปสาร และหลวงศรีอมรญาณ
47.นิทานพื้นบ้าน - เต็มสิริ บุญยสิงห์
48.นิทานร้อยบรรทัด - กรมวิชาการ
49.นิทานสุภาษิต - สามัคยาจารย์สมาคม
50.นิทานอีสป - พระยาเมธาวดี
51.นิยายดาว - สิงโต ปุกหุต
52.พระพุทธเจ้าของฉัน - สันติสุข โสภณศิริ
53.พ่อแม่รังแกฉัน - พระยาอุปกิตศิลปสาร
54.เรื่องของม่าเหมี่ยว - สุมาลี
55.ลูกสัตว์ต่างๆ - ขุนสรรคเวทย์ , นายกี่ กิรติ วิทโยฬาร , ขุนศึกษกิจพิสัณห์
56.โลกของหนูแหวน - ศราวก
57.หนังสือชุดนิทาน - ส.พลายน้อย
58.หนังสือผจญภัยชุดค้นพบตนเอง(6 เล่ม) - นิคม รายยวา
59.หนังสือชุดเล่าเรื่องวรรณคดีไทย (ชุดประถม และมัธยม) - กรมวิชาการ
60.อาณาจักรปลาทอง - ถนัดกิจ ปิณินทรีย์61.อุดมเด็กดี - กีฬา พรรธนะแพทย์

3) กลุ่มเด็กและเยาวชนวัย 13-18 ปี (แบ่งตามประเภท เป็นกวีนิพนธ์ , เรื่องสั้น , นวนิยาย)
3.1 กวีนิพนธ์
62.ก็พอใจอยากจะรักให้หนักหนา - ศักดิ์สิริ มีสมสืบ
63.คำหยาด - เนารัตน์ พงษ์ไพบูลย์
64.นักฝันข้างถนน - วารี วายุ
65.ใบไม้ที่หายไป - จิระนันท์ พิตรปรีชา
66.ม้าก้านกล้วย - ไพวรินทร์ ขาวงาม
67.มีรังไว้ให้รักอุ่น - ศุ บุญเลี้ยง

3.2 เรื่องสั้น
68.100 ปี เรื่องสั้นไทย - สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
69.คือหญิงอย่างยิ่งนี้ รวมเรื่องสั้นบทกวีเกี่ยวกับผู้หญิง - สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
70.ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว - ท.เลียงพิบูลย์
71.รวมเรื่องสั้น - ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
72.เรื่องสั้นคัดสรร - เสกสรร ประเสริฐกุล
73.สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน - วินทร์ เลียววาริน
74.เสาหินแห่งกาลเวลา รวมเรื่องสั้นศิลปินแห่งชาติ - สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย

3.3 นวนิยาย
75.ข้าวนอกนา - สีฟ้า
76.เขี้ยวเสือไฟ - มาลา คำจันทร์
77.คนข้ามฝัน - ประชาคม ลุนาชัย
78.คือรักและหวัง - วัฒน์ วรรยางกูร
79.คุณชาย - ว.วินิจฉัยกุล
80.คำอ้าย - ยงค์ ยโสธร
81.เจ้าพ่อ-เจ้าเมือง - อาจินต์ ปัญจพรรค์
82.ชีวิตของฉันลูกกระทิง - บุญส่ง เลขะกุล
83.เชิงผาหิมพานต์ - สุชีพ ปุญญานุภาพ
84.ดอกไม้บนภูเขา - สองขา
85.เด็กชายจากดาวอื่น - วาวแพร
86.เด็กชายชาวเล - พนม นันทพฤกษ์
87.บึงหญ้าป่าใหญ่ - เทพศิริ สุขโสภา
88.บูโนคนกลิ่นหญ้า - ภาคภูมิ ศิริอาชาวัฒนา
89.ปูนปิดทอง - กฤษณา อโศกสิน
90.ผีเสื้อและดอกไม้ - นิพพาน
91.พระจันทร์สีน้ำเงิน - สุวรรณี สุคนธา
92.มหกรรมในท้องทุ่ง - อัศศิริ ธรรมโชติ
93.เมืองนิมิต - เรียมเอง
94.ไม้ดัด - โบตั๋น
95.เรือกับรั้ว - เทพศิริ สุขโสภา ,วัลลภ แม่นยำ
96.เรื่องเล่าจากดาวดวงหนึ่ง - พิษณุ ศุภ
97.ลำเนาป่า - ศิเรมอร อุณหธูป
98.เวลาในขวดแก้ว - ประภัสสร เสวิกุล
99.องคุลีมาล - สมัคร บุราวาศ
100.อมตะ - วิมล ไทรนิ่มนวล

สามัคคี คือ พลัง

คุณธรรมความสามัคคีตามแนวพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
28 มีนาคม พ.ศ. 2550 06:00:00

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : “...ในปัจจุบันนี้เป็นที่ทราบว่า ประเทศชาติอยู่ในภาวะที่ต้องอาศัยความเข็มแข็ง เพื่อที่จะให้อยู่รอด ประเทศไทยจะอยู่ได้ก็ด้วยทุกคน ทุกฝ่ายสามัคคีกัน ความสามัคคีนั้นได้พูดอยู่เสมอว่าต้องมี แต่อาจจะเข้าใจยากว่าทำไมสามัคคีจะทำให้บ้านเมืองอยู่ได้ สามัคคีก็คือ การเห็นแก่บ้านเมืองและช่วยกันทุกวิถีทาง เพื่อที่จะสร้างบ้านเมืองอยู่ได้

สามัคคีนี้ก็คือ การเห็นแก่บ้านเมือง และช่วยกันทุกวิถีทาง เพื่อที่จะสร้างบ้านเมืองให้เข้มแข็ง ด้วยการเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน และไม่ทำลายงานของกันและกัน และทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ต้องส่งเสริมงานของกันและกัน และไม่ทำลายงานของกันและกัน มีเรื่องอะไรให้ได้พูดปรองดองกัน อย่าเรื่องใครเรื่องมัน และงานก็ทำงานอย่างตรงไปตรงมา นึกถึงประโยชน์ส่วนรวม...” (พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานในพิธีประดับยศนายตำรวจชั้นนายพล ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๑๙)

จากพระราชดำรัสดังกล่าว พอจะสรุปได้ว่า ความสามัคคี คือ ความสามารถจะทำงานเพื่อส่วนรวม หรือความพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกันและกัน เพื่อเอื้อประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งความสามัคคีแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ ความสามัคคีของวิชาการ และความสามัคคีในจิตใจ

ความสามัคคีวิชาการ คือ การประสานความรู้ และทักษะของผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ มากมาย เพื่อส่งผลสำเร็จในด้านต่าง ๆ มาสู่ประเทศ
ความสามัคคีในจิตใจเป็นลักษณะของการปรองดองกัน โดยเกิดจากความเมตตากรุณากันและกัน มีจิตใจผูกพันที่จะช่วยเหลือกันและกัน เพื่อให้งานนั้น ๆ บรรลุเป้าหมาย
คำว่า “สามัคคี” แปลว่า ความพร้อมเพรียง ได้แก่ ความพร้อมเพรียงกันทางกายวาจา และใจ พร้อมเพรียงช่วยกันทำกิจที่บังเกิดผลเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม พร้อมเพรียงกันทำงานในหน้าที่ของตน ใครมีหน้าที่อย่างไร ก็ทำอย่างนั้น ตั้งใจทำให้เต็มกำลัง เต็มความสามารถของตน อย่างนี้เรียกว่า “สามัคคี”

ปัจจัยเกื้อหนุนให้เกิดความสามัคคี คือ ความสามัคคีกลมเกลียวกัน หรือความร่วมมือและร่วมใจกัน เป็นสิ่งที่สำคัญที่คนไทยทุกคน ๆ คนพึงมีอยู่ในจิตสำนึก และช่วยกันสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น พื้นฐานที่สุดของการจรรโลงความสามัคคีกลมเกลียวกันให้บังเกิดขึ้น และดำรงอยู่ต่อไปอย่างแน่นแฟ้น คือ การรู้จักหน้าที่ของตนเอง ในหมู่สมาชิกของสังคม และประเทศนั้น ๆ กล่าวคือ ผู้ใดมีภาระหน้าที่อันใดอยู่ ก็เร่งกระทำให้สำเร็จลุล่วงไปให้ทันการณ์ทันเวลา โดยเต็มกำลัง ความรู้ ความสามารถ และโดยบริสุทธิ์จริงใจ ผลงานของแต่ละคนจักได้ประกอบส่งเสริมกันขึ้นเป็นความสำเร็จและความมั่นคงของชาติ

การที่จะเกิดความสามัคคีได้ในการกระทำต้องเริ่มจากใจภายในเสียก่อน ถ้าทุกคนมีความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันแล้ว ประเทศชาติย่อมคลาดแคล้วจากภัยของศัตรู และตั้งมั่นมีความสุขสมบูรณ์อยู่ได้ หากขาดความสามัคคี ไม่รักใคร่ไว้วางกัน ปราศจากความปรองดองเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน การดำเนินงานย่อมจะไม่สำเร็จ ธรรมที่เสริมสร้างความสามัคคีของหมู่คณะคือ สังคหวัตถุ ๔ ประการซึ่งได้แก่
ทาน คือ การให้ปันของแก่ผู้อื่นที่ควรให้ปัน ตลอดจนให้ความรู้ ความเข้าใจ และศิลปวิทยา
ปิยวาจา คือ พูดจาปรารัยด้วยถ้อยคำอ่อนหวานไพเราะเป็นที่เจริญใจ มีวาจาที่นิ่มนวลไพเราะ อ่อนหวาน เป็นคุณ ทำให้เกิดความพอใจแก่ผู้ได้ยินได้ฟัง
อัตถจริยา คือ การประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กันและกัน ช่วยเหลือกันด้วยกำลังกาย กำลังความคิด และกำลังทรัพย์ เป็นต้น
สมานัตตตา คือ ความเป็นผู้วางตนเหมาะสม ประพฤติปฏิบัติตามที่ควรจะเป็น วางกิริยาอัธยาศัยให้เหมาะกับฐานะ หรือตำแหน่งหน้าที่ การเสริมสร้างความสามัคคี มีแต่ได้ไม่มีเสียหาย ขอให้ปรารถนาดีต่อกันอย่างจริงจัง และปฏิบัติตามธรรม ๔ ประการ ข้างต้น

เมื่อได้ประพฤติปฏิบัติ ความสามัคคีย่อมจะเกิดขึ้น เมื่อเกิดความสามัคคีขึ้นแล้ว การงานทุกอย่างแม้จะยากสักเพียงใด ก็กลายเป็นง่าย ชีวิตมีแต่ความราบรื่น แม้จะเกิดอุปสรรคก็สามารถขจัดให้หมดสิ้นได้ ดังคำกล่าวที่ว่า “สามัคคีคือพลัง” เพียงแต่ทุกคนดำรงชีวิตบนพื้นฐานแห่งคุณธรรม ให้ทุกคนมีความรัก และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีความสามัคคีและเสียสละเพื่อส่วนรวม ดังพุทธภาษิตว่า “สุขา สงฆสส สามคี แปลว่า ความสามัคคีของหมู่ทำให้เกิดสุข”

เอกสารอ้างอิง คู่มือครู :การอบรมความรู้และจริยธรรมเพื่อชีวิตตอนที่ ๒
เขียนโดยอาจารย์กนก จันทร์ขจร หนังสือวัฒนธรรมกับสันติภาพ
ของ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

วันอาสาฬหบูชา

วันอาสาฬหบูชา (บาลี: อาสาฬหปูชา; อังกฤษ: Asalha Puja) เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของชาวพุทธเถรวาทและวันหยุดราชการในประเทศไทยคำว่า อาสาฬหบูชา ย่อมาจาก "อาสาฬหปูรณมีบูชา" แปลว่า "การบูชาในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ" อันเป็นเดือนที่สี่ตามปฏิทินของประเทศอินเดีย ตรงกับวันเพ็ญ เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ซึ่งมักจะตรงกับเดือนมิถุนายนหรือเดือนกรกฎาคม แต่ถ้าในปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็ให้เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 8 หลังแทน สำหรับในปี พ.ศ. 2552 นี้ วันอาสาฬหบูชาจะตรงกับวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม ตามปฏิทินสุริยคติ
วันอาสาฬหบูชาได้รับการยกย่องเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เนื่องจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 45 ปี ก่อน
พุทธศักราช ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 คือวันอาสาฬหปุรณมีดิถี หรือวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นมคธ อันเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนาเป็นครั้งแรกเป็นปฐมเทศนา คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แก่ปัญจวัคคีย์
การแสดงธรรมครั้งนั้นทำให้พราหมณ์โกณฑัญญะ 1 ใน 5
ปัญจวัคคีย์ เกิดความเลื่อมใสในพระธรรมของพระพุทธเจ้า จนได้ดวงตาเห็นธรรมหรือบรรลุเป็นพระอริยบุคคลระดับโสดาบัน ท่านจึงขออุปสมบทในพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา พระอัญญาโกณฑัญญะจึงกลายเป็นพระสงฆ์องค์แรกในโลก และด้วยเหตุที่ท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคล (อนุพุทธะ) เป็นคนแรก จึงทำให้ในวันนั้นมีพระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์เป็นครั้งแรกในโลก คือ มีทั้งพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้วันนี้ถูกเรียกว่า "วันพระธรรม" หรือ วันพระธรรมจักร อันได้แก่วันที่ล้อแห่งพระธรรมของพระพุทธเจ้าได้หมุนไปเป็นครั้งแรก และ "วันพระสงฆ์" คือวันที่มีพระสงฆ์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก อีกด้วย
เดิมนั้นไม่มีการประกอบพิธีการบูชาในเดือน 8 หรือวันอาสาฬหบูชาในประเทศพุทธ
เถรวาทมาก่อน จนมาในปี พ.ศ. 2501 การบูชาในเดือน 8 หรือวันอาสาฬหบูชาจึงได้เริ่มมีขึ้นในประเทศไทย ตามที่คณะสังฆมนตรี ได้กำหนดให้วันนี้เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2501 โดยคณะสังฆมนตรีได้มีมติให้เพิ่มวันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาในประเทศไทย ตามคำแนะนำของ พระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารี)โดยคณะสังฆมนตรีได้ออกเป็นประกาศสำนักสังฆนายกเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 กำหนดให้วันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาพร้อมทั้งกำหนดพิธีอาสาฬหบูชาขึ้นอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีพิธีปฏิบัติเทียบเท่ากับวันวิสาขบูชาอันเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาสากล
อย่างไรก็ตาม วันอาสาฬหบูชาถือเป็นวันสำคัญที่กำหนดให้กับวันหยุดของรัฐเพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น ส่วนในต่างประเทศที่นับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาทอื่น ๆ ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับวันอาสาฬหบูชาเทียบเท่ากับ
วันวิสาขบูชา

วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สำเร็จได้...ด้วยอิทธิบาท ๔

หลักในการทำงานให้สำเร็จ
พระพุทธองค์ท่านสอนว่า ให้มี "อิทธิบาท ๔"
อันได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา

ฉันทะ คือ ความพึงพอใจ ความรักในสิ่งที่ทำ
ถ้าเปรียบเทียบกับความรักแบบคู่รัก...เมื่อรักใครแล้ว ก็พร้อมจะร่วมหอลงโลงด้วยกัน จะพากันไปนรก หรือไปสวรรค์ก็ไม่หวั่น
ถ้าเป็นงาน...ต่อให้ลำบากยากเข็ญ สาหัสสากรรจ์ ก็พร้อมที่จะฟันฝ่าไปจนตลอดรอดฝั่ง

วิริยะ คือ ความเพียร เพียรที่จะทำงาน เพียรที่จะสร้างงาน เพียรที่จะพัฒนาให้สมบูรณ์
ถ้าเปรียบเทียบกับการหยอดกระปุกออมสิน...หยอดบ้าง ไม่หยอดบ้าง สักวันคงเต็ม แต่ช้าหน่อย...
หยอดทุกวัน ตั้งใจหาเงินมาหยอด ไม่นานก็เต็ม...
ไม่หยอดเลย ไม่มีวันเต็ม!

จิตตะ คือ ความเอาใจใส่...เอาใจใส่ เพื่อให้ได้รายละเอียดของงานตามที่ต้องการ...เอาใจใส่ เพื่อให้พบข้อบกพร่องแล้วแก้ไข...เอาใจใส่ เพื่อพัฒนาสิ่งที่ดีอยู่แล้ว ให้ดียิ่งขึ้น
ถ้าเปรียบเทียบกับการดูแลต้นไม้...ถ้าเอาใจใส่ รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ต้นไม้นั้นก็จะค่อยเติบโตงอกงาม จนถึงวันที่เก็บเกี่ยวดอกผล จึงจะรู้ถึงความคุ้มค่า

วิมังสา คือ ความคิดวิเคราะห์ คิดเพื่อให้เกิดความรอบคอบ มีความรัดกุม ได้ผลคุ้มค่า อยู่บนพื้นฐานของความดีงาม
ถ้าให้ดี...ก็ควรหาที่ปรึกษา อาจารย์ ผู้รู้
สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงเป็นถึงมหาบุรุษของโลก พระองค์ท่านก็ยังมีมหาเถรคันฉ่อง เป็นที่ปรึกษา
พระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเป็นถึงพระเจ้าแผ่นดิน เป็นKing of Kings พระองค์ท่านก็ยังมีองคมนตรี เป็นที่ปรึกษา
เรา...เป็นเพียงปุถุชน...จึงพึงสังวรณ์
คนเรามักคิดเข้าข้างตัวเองเสมอ ทำให้เกิดจุดบอด
ที่ปรึกษาที่เก่ง จะให้คำแนะนำเพื่อแก้ไขจุดบอดนั้น

แม้ขาดฉันทะ
แต่เมื่อการทำงานนั้น ประกอบด้วยวิริยะ จิตตะ และวิมังสา อย่างยิ่งยวดแล้ว
ฉันทะจะเกิดตามมาเอง
เปรียบเหมือน สัตว์ที่เราเลี้ยง เมื่อเราดูแลมันด้วยความเมตตาแล้ว เวลาผ่านไป เราจะรู้สึกรัก และผูกพันกับมันมากขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ทำอย่างไร...ก็เป็นอย่างนั้น

ทำชั่ว...ได้ชั่ว
ทำดี...ได้ดี
ความจริงมันเป็นเช่นนั้น

ทำชั่ว...มีคนด่า
ทำดี...มีคนชม
จริงหรือ?
มันขึ้นอยู่กับ...ความถูกใจ!

ถูกต้อง...ถูกใจ...อย่างไหนสำคัญกว่า?
สองสิ่งนี้...มักมาคู่กันเสมอ

ถ้าถูกต้อง และถูกใจ...ถือว่า "สุดยอด"
ถ้าถูกต้อง ไม่ถูกใจ...ถือว่า "ดี"
ถ้าไม่ถูกต้อง แต่ถูกใจ...ถือว่า "ยอมรับได้"
ถ้าไม่ถูกต้อง และไม่ถูกใจ ...ถือว่า "จัญไร"

สองสิ่งนี้ จึงต้องคำนึงถึงเสมอ
แต่สิ่งสำคัญ...ต้องไม่ลืม "ถูกต้อง"
สิ่งนี้แสดงถึง ความรับผิดชอบชั่วดี

ถ้าเชื่อว่าดีแล้ว...ถูกแล้ว...ลุยไปเลย

ไม่มีคำด่าใด...ทำให้คนชั่วช้า อย่างที่เขาด่า
ไม่มีคำชมใด...ทำให้คนดีได้ อย่างที่เขาชม

คนจะดี...หรือชั่ว...อยู่ที่เขาเลือกเอง

วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ฆ่า...ทำไม?

ทุกคน...ล้วนมีเหตุการณ์ต่างๆ...ให้ต้องตัดสินใจ

เมื่อ...เราตัดสินใจทำ...ในสิ่งที่เชื่อว่า "ถูก"
เมื่อนั้น...เราจะรู้สึก..."ดี"...กับตัวเอง

เมื่อ...เราตัดสินใจทำ...ในสิ่งที่รู้ว่่า "ผิด"
เมื่อนั้น...เราจะรู้สึก..."แย่ ผิด อับอาย"...และเกิดความละอาย

สิ่งเหล่านี้...ทำให้เรา...นับถือตัวเองน้อยลง...
สิ่งเหล่านี้...ทำลายความภาคภูมิใจในตัวเรา...
สิ่งเหล่านี้...กำลัง...ฆ่าเรา...

..."เลือก ทำในสิ่งที่ถูก"...
จะเลือกได้นั้น เราต้องเป็นอิสระ...
คือ...ทำด้วยใจ ของเราเอง...โดยไม่มีใครมาบังคับ
คือ...ตัดสินใจเอง...โดยไม่มีใครมาครอบงำ
คือ...ไตร่ตรองด้วยตนเองอย่างถี่ถ้วน...โดยพิจารณาเหตุและผล
แล้วลงมือ "ทำ" ในสิ่งที่เชื่อว่า "ถูก"

นั่นคือ...เรามีอิสระ ที่จะเลือก...

เราเลือกได้...ที่จะทำในสิ่งที่ทำให้เรา...รู้สึกดี
เราเลือกได้...ที่จะทำในสิ่งที่ทำให้เรา...ดูดี
เราเลือกได้...ที่จะทำในสิ่งที่เราเชื่อว่า...ดี และ ถูก

เราเลือกที่จะทำในสิ่งที่ทำให้เรา...รู้สึกดี...แต่แน่หรือว่ามันจะ "ถูก"
เรากำลังถูกควบคุมด้วย นิสัย และแรงกระตุ้น
เรากำลังตกอยู่ภายใต้อำนาจของ กิเลส

เราเลือกที่จะทำในสิ่งที่ทำให้เรา...ดูดี...
เรากำลังดำเนินชีวิต...เพื่อตัวเอง...หรือ...ภาพพจน์
เรากำลังหมกมุ่น กับ เงิน อำนาจ อิทธิพล สถานะทางสังคม

เราเลือกที่จะทำในสิ่งที่เราเชื่อว่า...ดี และ ถูก
เรากำลังควบคุมชีวิตของเราเอง
เราจะรู้สึกดี
เราจะรู้สึกนับถือตัวเอง
แล้ว...ความภาคภูมิใจ...จะตามมา

เมื่อคุณเลือกทำในสิ่งที่ดี...
คุณจะรู้สึกดี
แต่ถ้าคุณเลือกทำให้ตัวเองรู้สึกดี หรือดูดี...
คุณจะรู้สึกแย่ ในท้ายที่สุด
หยุด!ทำร้ายตัวเองสักที

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2552

ชีวิต...ย่อมมีการเปลี่ยนแปลง

จาก...เด็กชาย...เป็น...นาย
จาก...นาย...เป็น...นักเรียนเตรียมทหาร
จาก...นักเรียนเตรียมทหาร...เป็น...นักเรียนนายร้อย
จาก...นักเรียนนายร้อย...เป็น...ผู้หมวด
และจาก...ผู้หมวด...หมุนเวียนเป็น...นักเรียน...อีกหลายครั้ง
จนปัจจุบัน...เป็น...หัวหน้า

คนๆเดิม แต่คำเรียกขานเปลี่ยน...ตามสถานะที่เปลี่ยน
คนๆเดิม แต่สถานะเปลี่ยน...ตามบทบาทที่ได้รับ
คนๆเดิม แต่วิสัยทัศน์เปลี่ยน...ตามประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น
คนๆเดิม แต่ประสบการณ์เพิ่มขึ้น...ตามที่ผู้บังคับบัญชาไว้วางใจ...มอบหมายงานให้ทำ

ตั้งแต่...จบ...ชีวิตผม ส่วนใหญ่...ปฏิบัติงานราชการนอกหน่วย...
ไม่ค่อยได้อยู่เป็นที่...ทำให้ได้ประสบการณ์หลากหลาย
ไม่ค่อยได้อยู่เป็นที่...ทำให้ได้รู้จักผู้คนมากมาย
ไม่ค่อยได้อยู่เป็นที่...ทำให้ได้เรียนรู้ชีวิตหลายรูปแบบ

ถึงเหนื่อยบ้าง...สบายบ้าง...แต่...มันส์!หยด

ที่อยู่ได้ทุกที่ ทำได้ทุกงาน อย่างมีความสุข เพราะ...สติ และ ปัญญา
ไม่ใช่คนมี"ปัญญา"มาก ไม่ได้เรียนจบสูง

แต่ทุกครั้งที่มีปัญหา...ถ้ามี...สติ...จะเกิดปัญญา
ปัญญา...จะทำให้เห็นทางออกของทุกปัญหา

แม้เมื่อมีความสุข...ถ้ามี...สติ...ก็เกิดปัญญา
ปัญญา...จะทำให้เห็นว่า ความสุขเหล่านั้นมันไม่แน่นอน อย่าหลงระเริงกับมัน

แม้ไม่รู้สึกทุกข์ หรือสุข...
ไม่ใช่ว่าชาชิน...แต่เมื่อมี สติ...ปัญญา จะทำให้รู้ว่า...
สิ่งต่างๆมีเหตุ มีปัจจัย และเป็นธรรมดาของมัน

ตลอดชีวิต มีแต่การเปลี่ยนแปลง...
แต่...สติสัมปชัญญะ...จะทำให้เรารู้เท่าทัน
และ...ปัญญา...จะทำให้เราอยู่ได้ในทุกสถานการณ์...อย่างมีความสุข

วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

วันเกิด...สำคัญไฉน?


วันเกิด
สร้างวีรบุรุษ...แต่...ก็สร้างคนขลาด
วันเกิด
สร้างมหาบุรุษ...แต่...ก็สร้างมหาโจร
วันเกิด
สร้างคนรวยล้นฟ้า...แต่...ก็สร้างคนจนต่ำต้อยกว่าหมา
วันเกิด...สร้าง...วันตาย
เมื่อเราเกิดมามีชีวิตอยู่ ก่อนตาย...
บางคน...ใช้ชีวิตอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
บางคน...ใช้อุทิศชีวิตตนเพื่อประเทศชาติและอุดมการณ์
บางคน...ใช้ชีวิตไปตามโชคชะตา โดยเชื่อว่าทุกสิ่งถูกลิขิตมาแล้ว
บางคน...ใช้ชีวิตเพื่อหายใจไปวันๆ
บางคน...ใช้ชีวิตเพื่อตอบแทนคุณมารดาบิดา
เขาบอกว่า...จะเชื่อมั่นได้ว่าใครเป็นคนดี
ให้ดูว่า...หัวใจเขาเต้นกี่จังหวะ?
ถ้า ๒ จังหวะ เชื่อได้
๑.กตัญญู คือ รู้คุณ
๒.กตเวที คือ ตอบแทนคุณ จึงจะสมบูรณ์
หัวใจใครเต้น ๒ จังหวะนี้ เชื่อได้ว่า...เป็นคนดี
เปรียบลูกควาย...กับ...ลูกคน
ลูกควาย ทำให้พ่อแม่มันชื่นใจไม่ได้ ทำให้พ่อแม่มันภูมิใจไม่ได้ ทำให้พ่อแม่มันมีความสุขไม่ได้
แต่...ลูกคน...ทำได้
ลูกควาย แม้ทำให้พ่อแม่มันชื่นใจไม่ได้ ทำให้พ่อแม่มันภูมิใจไม่ได้ ทำให้พ่อแม่มันมีความสุขไม่ได้
แต่...ลูกควาย ไม่มีวันเหยียบย่ำหัวใจของพ่อแม่มัน ไม่มีวันทำให้พ่อแม่มันเจ็บช้ำน้ำใจ ไม่มีวันทำให้พ่อแม่มันเสียใจ
แต่...ลูกคน...ทำได้
อยากให้...วันเกิดเรา...เกิดคนที่โลกจดจำ...
หรืออยากให้...วันเกิดเรา...เกิดคนที่โลกอยากลืม...
เมื่อเกิดมาแล้ว วันเกิดเรา...สำคัญไฉน?

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

คุณจะทำอย่างไร...เมื่อเจอเสือ...ตรงหน้า...จังจัง?

ระหว่างที่ผมได้เข้าไปในที่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีสัตว์ป่า นานาชนิด...

ทันใดนั้น...ก็มีเสือลายพาดกลอนตัวหนึ่ง...ปรากฏอยู่ตรงหน้า...

มันแผดเสียงคำราม...กึกก้อง...


แล้วมองมาที่ผม ราวกับเห็นผมเป็นเหยื่ออันโอชะ...

มันค่อยๆเยื้องย่างกรายเข้ามา...ท่าทีดูน่าเกรงขาม...


ผมทำใจดีสู้เสือ...จ้องมันกลับไป...

มองลึกเข้าไปในดวงตาของมัน...ราวกับจะสยบมันไว้แทบเท้า...


รู้ตัวอีกที มันเข้ามาอยู่ในระยะประชิด...แล้วกางกงเล็บ หมายตะปบอย่างจู่โจม...


แต่มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก...


ทันทีที่มันวาดกงเล็บมา หมายเผด็จศึกนั้น...

ผมก็ได้...



...หยิบไอติมแท่งไมโลขึ้นมากิน...

หาได้ไยดีกับท่าทีอันเกรี้ยวกราดนั้นไม่...


ยังมีเสือในกรงอื่นๆให้ดูอีกเยอะแยะ


ก็ผมไปเที่ยวสวนเสือศรีราชา นี่นา

วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2552

สุขใด ไหนเท่าความสงบ ไม่มี

สุขใด ไหนเท่าความสงบ ไม่มี
แปลเป็นไทยอีกที ได้ว่า ไม่มีความสุขใด เท่ากับการที่เรารู้สึกสงบ
ไม่แน่ใจว่าแปลถูกรึเปล่า
ขนาดไทย แปลเป็นไทยนะเนี่ย ก็เข้าใจว่าบางทีเราก็อิงจากสำนวนของภาษาดั้งเดิมเขา บางครั้งสำนวนง่ายๆก็เลยยากแก่การเข้าใจ เพราะผมเองก็ยอมรับว่า เมื่อก่อนไม่เห็นจะเข้าใจพุทธภาษิตประโยคนี้เลย

ตอนนี้ที่หน่วย มีโครงการปิ่นโตมื้อเพลครับ เป็นการนำอาหารใส่ปิ่นโตไปถวายพระสงฆ์ในมื้อเพล เวียนไปแต่ละวัดในพื้นที่ วัดละ ๑ วัน โดยมีการจัดเวรยามให้ทุกคนได้ออก ผลที่ได้ชัดเจนก็คือ ได้พบปะพระสงฆ์ พบปะชาวบ้านที่มาทำบุญ ได้แลกเปลี่ยนข่าวสารกับคนท้องถิ่น และที่สำคัญได้งานมวลชน ตอนนี้ก็เวียนครบทุกวัดแล้ว วัดละหลาย ๑-๒ รอบ
แต่ก่อนแต่ไรไม่เคยหาโอกาสออกไปทำบุญเลยครับ เคยแต่คิด จะไปก็ตอนที่เป็นงานเทศกาล แต่หลังจากที่ได้เริ่มไปถวายอาหารปิ่นโตด้วยตัวเองแล้ว ก็ชักติดใจ จนตอนนี้ซื้อปิ่นโต ๔ ชั้นมาไว้เฉพาะตัวแล้ว ๑ เถา พาออกได้ ๓ วัดแล้ว
ประมาณว่า แต่ก่อนออกไปเพื่อทำงาน เก็บภาพ ได้งาน แล้วก็รายงานผู้บังคับบัญชาทราบ แต่ตอนนี้ไม่ค่อยสนแล้วครับ ถึงคิวใครไปตามตารางคนนั้นก็ไป แต่ส่วนตัวผมท่ามีเวลาก็พยายามออกทุกวัน พื้นที่ไม่ได้เสี่ยงมากนัก ที่สำคัญอยากไปทำบุญ แล้วก็สนทนาธรรมกับพระ ได้พูดคุยธรรมะ ได้รับศีลรับพร ได้อุทิศส่วนกุศล แล้วรู้สึกหัวใจอิ่มเอิบเบิกบานครับ บุญใครสร้างก็ได้กับตัว อานิสงส์เกิดขึ้นได้ในทันตาก็คือความเบิกบานใจ เมื่อใจเบิกบาน มันก็สดชื่น แจ่มใส แล้วมันก็เกิดความสงบ เราไม่ต้องไปรู้สึกทุกข์ร้อนอะไร ถ้าเราสามารถรู้เท่าทันความรู้สึกเหล่านั้นได้ด้วยสติ และพิจารณาด้วยปัญญา
น่าแปลกที่ชาวพุทธเราส่วนใหญ่ที่เข้าหาพระ มักมาเพราะมีปัญหาชีวิต(แต่ก็ยังดีที่มีปัญหา แล้วหันหน้าเข้าหาพระรัตนตรัย) แต่ไม่ค่อยได้มาตอนที่เรารู้สึกมีความสุข เคยฝึกในถิ่นทุรกันดารห่างไกลความเจริญมาหลายที่ เห็นสถานที่เหล่านั้นมีโบสถ์คริสต์เยอะ และคนเหล่านั้นถ้าไม่นับถือศาสนาคริสต์ ก็ต้องนับถือศาสนาอิสลาม ผมเคยคิด และเคยถามบางคนที่อยู่ ณ ที่แห่งนั้น ก็ได้รับคำตอบว่า แต่ก่อนเขาก็นับถือพุทธศาสนานั่นล่ะ แต่วัดและแห่งอยู่ไกลเหลือเกิน ในขณะที่โบสถ์คริสต์ หรือ มัสยิดอยู่ใกล้กว่ากันมาก ก็เลยพากันเปลี่ยนศาสนา เพราะไปง่ายกว่าเยอะ นั่นแสดงให้เห็นว่า คนเราไม่ว่าอย่างไร ก็ยังคงต้องการศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ทุกศาสนาดีหมดครับ แล้วแต่คนจะเลือกนับถือ
ตอนที่เรามีชีวิตอยู่ ก็รีบทำบุญกันไว้เถอะครับ จะด้วยการใส่บาตร ด้วยการแบ่งปันความสุขให้ผู้อื่น ด้วยการอุทิศตน ได้ทั้งนั้น ขนาดเซียนเต่าหมอดูเงินล้าน ที่เคยเป็นหมอดูหน้าเลือด ท่านยังมาเป็นคนสมถและยังนำวิชาช่วยผู้อื่นเลย บุญเป็นสมบัติติดตัวครับ หมั่นสะสมกันไว้ดีกว่า
ผมอยากเห็นโลกนี้มีคนที่มีศีลธรรมเป็นคนหมู่มากในสังคม และจะยิ่งดีขึ้นไปอีกถ้าคนเหล่านี้เป็นคนเก่ง และได้ปกครองบ้านเมือง


วันก่อน นึกขำ ตอนที่หิ้วปิ่นโตเข้าวัด มียายแก่ๆท่านนึง ท่านถามว่า "ทหารเสือ อดอยากขนาดต้องมาขอข้าวก้นบาตรกินเชียวเหรอ"