หลักในการทำงานให้สำเร็จ
พระพุทธองค์ท่านสอนว่า ให้มี "อิทธิบาท ๔"
อันได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา
ฉันทะ คือ ความพึงพอใจ ความรักในสิ่งที่ทำ
ถ้าเปรียบเทียบกับความรักแบบคู่รัก...เมื่อรักใครแล้ว ก็พร้อมจะร่วมหอลงโลงด้วยกัน จะพากันไปนรก หรือไปสวรรค์ก็ไม่หวั่น
ถ้าเป็นงาน...ต่อให้ลำบากยากเข็ญ สาหัสสากรรจ์ ก็พร้อมที่จะฟันฝ่าไปจนตลอดรอดฝั่ง
วิริยะ คือ ความเพียร เพียรที่จะทำงาน เพียรที่จะสร้างงาน เพียรที่จะพัฒนาให้สมบูรณ์
ถ้าเปรียบเทียบกับการหยอดกระปุกออมสิน...หยอดบ้าง ไม่หยอดบ้าง สักวันคงเต็ม แต่ช้าหน่อย...
หยอดทุกวัน ตั้งใจหาเงินมาหยอด ไม่นานก็เต็ม...
ไม่หยอดเลย ไม่มีวันเต็ม!
จิตตะ คือ ความเอาใจใส่...เอาใจใส่ เพื่อให้ได้รายละเอียดของงานตามที่ต้องการ...เอาใจใส่ เพื่อให้พบข้อบกพร่องแล้วแก้ไข...เอาใจใส่ เพื่อพัฒนาสิ่งที่ดีอยู่แล้ว ให้ดียิ่งขึ้น
ถ้าเปรียบเทียบกับการดูแลต้นไม้...ถ้าเอาใจใส่ รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ต้นไม้นั้นก็จะค่อยเติบโตงอกงาม จนถึงวันที่เก็บเกี่ยวดอกผล จึงจะรู้ถึงความคุ้มค่า
วิมังสา คือ ความคิดวิเคราะห์ คิดเพื่อให้เกิดความรอบคอบ มีความรัดกุม ได้ผลคุ้มค่า อยู่บนพื้นฐานของความดีงาม
ถ้าให้ดี...ก็ควรหาที่ปรึกษา อาจารย์ ผู้รู้
สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงเป็นถึงมหาบุรุษของโลก พระองค์ท่านก็ยังมีมหาเถรคันฉ่อง เป็นที่ปรึกษา
พระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเป็นถึงพระเจ้าแผ่นดิน เป็นKing of Kings พระองค์ท่านก็ยังมีองคมนตรี เป็นที่ปรึกษา
เรา...เป็นเพียงปุถุชน...จึงพึงสังวรณ์
คนเรามักคิดเข้าข้างตัวเองเสมอ ทำให้เกิดจุดบอด
ที่ปรึกษาที่เก่ง จะให้คำแนะนำเพื่อแก้ไขจุดบอดนั้น
แม้ขาดฉันทะ
แต่เมื่อการทำงานนั้น ประกอบด้วยวิริยะ จิตตะ และวิมังสา อย่างยิ่งยวดแล้ว
ฉันทะจะเกิดตามมาเอง
เปรียบเหมือน สัตว์ที่เราเลี้ยง เมื่อเราดูแลมันด้วยความเมตตาแล้ว เวลาผ่านไป เราจะรู้สึกรัก และผูกพันกับมันมากขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
Custom Search
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น